ไม้ดอกนี้ชื่อจิระนันท์

มีงานหนังสือของคนเขียนหนังสือบางคนที่เราไม่อาจปล่อยให้ผ่านไปได้ จิระนันท์ พิตรปรีชาเป็นคนเขียนหนังสือคนหนึ่งที่ผม "ต้องอ่าน"

นักเลงกาพย์กลอนจะต้องไม่พลาดกวีที่ลือลั่นสองบทคือ "ดอกไม้จะบาน" (2516) และ "อหังการของดอกไม้" (2516) บทขึ้นต้นของ "ดอกไม้จะบาน" ว่า

ดอกไม้ ดอกไม้จะบาน
บริสุทธิ์กล้าหาญ จะบานในใจ

 


และบทลงท้ายของ "อหังการของดอกไม้" ว่า

ดอกไม้มีหนามแหลม
มิใช่แย้มคอบคนชม
บานไว้เพื่อสะสม
ความอุดมแห่งผืนดิน

สองบทนี้คือ จิระนันท์ พิตรปรีชา ผู้สร้างวคุณค่าใหม่ให้กับผู้หญิง ดอกไม้ และบทกวี

เราไม่อาจเอยถึงจิระนันท์โดยหลีกเลี่ยงการกล่าวถึงขบวนการนิสิตนักศึกษาและหนุ่มสาวรุ่นใหม่ยุค 14 ตุลาคมได้เลย

เพราะเธอคือหนึ่งในผู้นำนั้น

เธอทำให้ภาพของนิสิตหญิงจำพวก "ดาวจุฬา-ธิดาโดม" เปลื่ยนจาก "ศรีจุฬาน่ารักเอย" และ "โสภา

หนักหนาน่าโลม" มาเป็นภาพลักษณ์ใหม่ของคนหนุ่มสาวที่เคียงบ่าเคียงไหล่เข้าคัดต้านความอยุติ

ธรรมในแผ่นดินอย่างทระนงองอาจ

กลายเป็นวีระกรรมและตำนานที่ตรึงตราตรึงใจนัก

ยุคสมัยของเธอเป็นยุค "เปลี่ยนมือที่อ่อนนิ่มเป็นเหล็ก" ก่อนหน้านั้นหนุ่มสาวนิสิตนักศึกษายังสนุกสนานอยู่กับกิจกรรมซ้ำซากประเภท "จับระบำเต้นเล่น" เป็นประเพณี ในวงการกาพย็กลอนหรือวงวรรณศิลป์ก็ยังนั่งสลักวรรคทองกันอยู่ไม่รู้แล้ว

จากนั้นมาถึงยุคหงุดหงิดและแสวงหา หัวเลี้ยวหัวต่อตรงนี้มีกลุ่มหนุ่มเหน้าสาวสวยและกลุ่มพระจันทร์เสี้ยว กาพย์กลอนอันเป็นตัวแทนของสองกลุ่มนี้คือ บทกวีของสุจิตต์ วงศ์เทศ ที่ชื่อ "กูเป็นนิสิตนักศึกษา" (2511) และบทกวีของวิทยากร เชียงกูล ที่ว่า "ฉันจึงมาหาความหมาย" ใน "เพลงเถื่อนแห่งสถาบัน" (2511) ผสานกับความคึกคักของกลุ่มปริทัศน์เสวนาของ ส. ศิวรักษ์ กระทั่งเกิดกลุ่มสภาหน้าโดมและกลุ่มโซตัสใหม่ ตลอดจนสถาบันของคนหนุ่มสาวแห่งอื่นก็ตื่นตัวและเติบโตขึ้นอย่างหนักแน่น

และนี่แหละคือ

ดอกไม้ ดอกไม้จะบาน

จิระนันท์ พิตรปรีชาได้สรุปยุคสมัยของเธออย่างกระชับและงดงาม
"ดอกไม้" ของเธอคือคนหนุ่มสาว คือพลังศรัทธา บริสุทธิ์ กล้าหาญ
เป็นจิตสำนึกที่ถูกปลุกขึ้นมาในยามสังคมมืดมนผู้คนหมักหมม

สตรีมีดวงตา
เพื่อเสาะหาชีวิตใหม่
มองโลกอย่างกว้างไกล
มิใช่คอยชม้อยชวน

นี่คือจิตสำนึกของสตรีแห่งยุค "เปลี่ยนมือที่อ่อนนิ่มเป็นลิ่มเหล็ก" คนเขียนกาพย์กลอนนั้นมักจะท่องวรรคทองหรือบทกวีอันเป็นดั่งตัวแทนของเขาอยู่ เช่นสุจิตต์ วงษ์เทศ หรือ วิทยากร เชียงกูล แม้ทั้งสองจะดูห่างเหินงานกวีรไป แต่สองบทกวีดังกล้าวมาข้างต้นนั้นก็ยังกล่าวขวัญเป็นตัวแทนของคนทั้งสองร่ำไป เหมือนเมื่อกล่าวถึงวิสา คัญทัพ ก็นึกถึง "ประชาชนต้องเป็นใหญ่ในแผ่นดิน" ของเขาอยู่เสมอ

จิระนันท์ พิตรปรีชามีกาพย์กลอนสองบทนี้เป็นมงกุฏกวีของเธอ มงกุฎกวีของจิระนันท์มิได้สวมด้วยมือใคร ยุคสมัยเท่านั้นที่สร้างเธอมาพร้อมกับมงกุฎกวี เพราะบทกวีคือผลึกของความรู้สึกนึกคิด ยคสมัยของจิระนันท์ได้เจียระไนจิระนันท์มาอย่างนี้ ผมค่อนข้างเชื่อว่า ช่วงวัยสิบกว่าขวบของคนเป็นช่วงพื้นฐานที่ซื้ออนาคตของเด็กได้ ช่วงวัยสิบกว่าขวบของจิระนันท์ตกราว พ.ศ.2510 ตอนนั้นเด็กหญิงจิระนันท์ยังเป็นเด็กช่างอ่าน ช่างเขียน และช่างเรียนรู้อยู่เมืองตรัง

ผมมีฉันทาคติว่าเด็กต่างจังหวัด, คือเด็กภูธร ไม่ใช่นครบาลนั้นได้เปรียบเด็กเมืองหลวงตรงความใฝ่ฝันและทะเยอทะยาน กอปรกับสิ่งแวดล้อมคือบ้านของจิระนันท์เป็นร้านขายหนังสือและคุณแม่เป็ฯผู้รักในวิชาหนังสือและการศึกษา สองสิ่งนี้คือพื้นฐานสำคัญที่สร้างความใฝ่ฝันและความใส่ใจในกาพย์กลอนของเด็กหญิงจิระนันท์มาเป็นจิระนันท์ พิตรปรีชาในปัจจุบัน

รางวัลชนะกลอนประกวดของจังหวัดเมื่อพ.ศ.2511 และกาพย์กลอนได้ตีพิมพ์ในนิตยสาร ชัยพฤกษ์ , วิทยาสาร ยุคไล่ๆกันนั้น ย่อมเป็นประจักษ์พยานอย่างดี

ในแวดวงวรรณศิลป์เป็นช่วงสืบทอดยุคเริ่มแสวงหา นักกลอนที่มีบทบาทนำในยุคนี้มีสุรศักดิ์ศรีประพันธ์เป็นต้น

ผมเคยแบ่งช่วงยุคสมัยของกาพย์กลอนเป็นคำให้จำง่ายๆ สั้นๆ ไว้สี่ห้ายุค คือ ยุคความคิดใหม่ (2480-2490) , ใฝ่การเมือง (2490-2500) , เฟื่องการรัก (2500-2510) , ชักธงรบ ( 2510-2520) และ ยังไม่พบเส้นทาง

ยุคจะเริ่มแสวงหาที่ผมว่านั้น ตกช่วงคาบลูกคาบดอกระหว่า "เฟื่องการรัก' กับ "ชักธงรบ" ยุคนี้กาพย์กลอนเล่นรฉันทลักษณ์กันแม่นเปรี๊ยะถึงขนาดจำหลักลายซ้อนลงในกาพย์กลอนแปดของสุนทรภู่ เช่น เล่นคำซ้ำอักษรในคำที่สาม ที่ห้า ที่แปดของแต่ละวรรค เช่น]

แล้วร้อยดาวเรียงดวงเป็นรวงดาว

ด้านเนื้อหา นักกลอนได้ผ่านการจับอารมณ์และความรู้สึกของตัวเองในเรื่องความรักอย่างลึกซึ้ง หวานหวิว เช่น

ดอกรักบานในใจใครทั้งโลก แต่ดอกโศกบานในหัวใจฉัน

ดังนั้น เมื่อเริ่มยุคแสวงหาจึงมีนักกลอนไม่กี่คนนี้ที่กล้าผละพรากอารมณ์รักออกมาได้ นักกลอนไม่กี่คนนี้แหละที่เป็นผู้นำในการประสานฝีมือด้านรูปแบบเข้ากับเนื้อหาใหม่ได้อย่างน่าทึ่ง สุรศักดิ์ ศรีประพันธ์ เป็นคนหนึ่งในจำนวนน้อยนี้

และจิระนันท์ก็เริ่มจะเติบโตขึ้นภายใต้อิทธิพลนี้

กาพย็กลอนของเธอจึงได้รับอิทธิพลทั้งรูปแบบและเนื้อหาของยุคนั้นเต็มที่ เช่น จากบท "ห้วงคำนึง" (2513)

หมอบพับเพียบเลียบริมน้ำปริ่มฝั่ง
ตะแคงฟังนิยายเพลินจากเนินหญ้า
ระบำมดคดเคี้ยวเลี้ยวลับตา
หยาดน้ำฟ้าลากทิ้งใบบอน

ลักษณะสลักเสลาเกลากลอนของจิระนันท์เช่นนี้น่าสนใจนัก เพราะถัดจากนี้เมื่อถึงยุค "ชักธงรบ"เต็มที่ ก็ยิ่งมีนักกลอนน้อยคนเข้าไปอีกที่ยืนม้าพร้อมรบอยู่ในเกราะของรูปแบบและเนื้อหาได้อย่างเป็นเอกภาพทรงพลัง

ภารกิจในสถานการณ์สู้รบทำให้จิระนันท์เติบโตเร็ว ไม่สมกับที่จิระนันท์บอกว่า

ดอกไม้ บานให้คุณค่า
จงบานช้าช้า แต่ว่ายั่งยืน

หนุ่มสาวยุคนั้นมีส่วนผลักดันประวัติศาสตร์ให้เคลื่อนไปเท่ากับที่กระแสธารประวัติศาสตร์ก็ผลักดันให้หนุ่มสาวของเราเติบโตเร็วด้วย

ช่วงผ่าน "มหาวิทยาลัยคนกล้าหาญ" ในป่าเขาทำให้จิระนันท์ได้ข้อสรุปเป็นบทกวี "เศษธุลี (2524)

ปรารถนาเป็นธุลีทุรน
ดีกว่าทนกลั้นใจอยู่ใต้น้ำ

บทนี้ของจิระนันท์ก็ยังเป็นตัวแทนของผู้ผ่าน "มหาวิทยาลัยคนกล้าหาญ" อีกนั่นเอง

จิระนันท์เกิดมาในครอบครัวดี ยุคสมัยดี เพื่อนดี เพื่อนชีวิตที่ดีเช่นคุณเสกสรรค์ ประเสริฐกุล ซ้ำยังมีโอกาสได้พลกับมหากวีเช่น "นายผี" อันสองคนนี้ คือเสกสรรค์และ "นายผี" เป็นคนที่ผมเชิดชูบูชาทั้งคู่

จิระนันท์จึงเป็นดั่งเพชรที่ได้รับการเจียระไนจากมือแห่งยุคสมัยจนเจิดจรัส เธอไม่ใช่ "กรวดทราย" เธอจึงไม่อาจเป็น "กรวดเม็ดร้าว" ได้

และเธอก็มิได้เป็น "ใบไม้ที่หายไป" หากเธอคือใลไม้และดอกไม้ที่เติบโตไปตามลำต้น "เพื่อสะสมความอุดมแห่งผืนดิน" อยู่นั่นเอง

อ่านใบไม้ที่หายไป เล่มนี้ นอกจากได้อ่านพัฒนาการกวีของจิระนันท์ พิตรปรีชาแล้ว ก็ยังได้อ่านพัฒนาการสังคมไทยในช่วงหนึ่ง ยุคหนึ่ง ที่คนหนุ่มสาวของเราคือความภาคภูมิใจของแผ่นดิน

ด้วยบทบาทอันมิอาจบดบังได้

เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ (จาก ใบไม้ที่หายไป. หน้า (9) - (13) )

กวีนิพนธ์บางบทจาก ใบไม้ที่หายไป