เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

เพียงความเคลื่อนไหว

ชั่วเหยี่ยวกระหยับปีกกลางเปลวแดด
ร้อนที่แผดก็ผ่อนเพลาพระเวหา
พอใบไม้ไหวหลิกริกริกมา
ก็รู้ว่าวันนี้มีลมวก

เพียงกระเพื่อมเลื่อมรับวับวับไหว
ก็รู้ว่าน้ำใสใช่กระจก
เพียงแววตาคู่นั้นหวั่นสะทก
ก็รู้ว่าในหัวอกมีหัวใจ

โซ่ประตูตรึงผูกถูกกระชาก
เสียงแห่งความทุกข์ยากก็ยิ่งใหญ่
สว่างแวบแปลบพร่ามาไรไร
ก็รู้ได้ว่าทางยังพอมี

มือที่กำหมัดชื้นจนชุ่มเหงื่อ
ก็ร้อนเลือดเดือดเนื้อถนัดถนี่
กระหืดหอบฮวบล้มแต่ละที
ก็ยังดีที่ได้สู้ได้รู้รส

นิ้วกระดิกกระเดี้ยได้พอให้เห็น
เรี่ยวแรงที่แฝงเร้นก็ปรากฏ
ยอดหญ้าแยงหินแยกหยัดระชด
เกียรติยศแห่งหญ้าก็ระยับ

สี่สิบปีเปล่าโล่งตลอดย่าน
สี่สิบล้านไม่เคยเขยื้อนขยับ
ดินเป็นทรายไม้เป็นหินจนหักพับ
ดับและหลับตลอดถ้วนทั้งตาใจ

นกอยู่ฟ้านกหากไม่เห็นฟ้า
ปลาอยู่น้ำย่อมปลาเห็นน้ำไม่
ไส้เดือนไม่เห็นดินว่าฉันใด
หนอนย่อมไร้ดวงตารู้อาจม

ฉันนั้นความเปื่อยเน่าเป็นของแน่
ย่อมเกิดแก่ความนิ่งทุกสิ่งสม
แต่วันหนึ่งความเน่าในเปือกตม
ก็ผุดพรายให้ชมซึ่งดอกบัว

และแล้วความเคลื่อนไหวก็ปรากฏ
เป็นความงดความงามใช่ความชั่ว
มันอาจขุ่นอาจข้นอาจหม่นมัว
แต่ก็เริ่มจะเป็นตัวจะเป็นตน

พอเสียงร่ำรัวกลองประกาศกล้า
ก็รู้ว่าวันพระมาอีกหน
พอปืนเปรี้ยงแปลบไปในมณฑล
ก็รู้ว่าประชาชนจะชิงชัย

(เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์. เพียงความเคลื่อนไหว.
พิมพ์ครั้งที่ 7. กรุงเทพฯ : เคล็ดไทย, 2535.)


เพลงกล่อมเพื่อน
14 ตุลาคม 2518

    พอสิ้นวันพรรษา
ถึงเวลาจะสิ้นใจ
ตะวันเดือดเลือดไหล
สะท้านไปทั้งแผ่นดิน

    เสียงระฆังร่ำขาน
ยังกังวานไม่สุดสิ้น
ปืนกระหน่ำมาย้ำยิน
ถึงวิญญาณผู้อยู่ยัง

    ไปแล้วหรือเพื่อนเอ๋ย
กระไรเลยไม่อยู่ฟัง
ความเป็นธรรมที่เพื่อนหวัง
ก็ยังหาไม่เคยเห็น

    พอลมตกลงต่ำ
ตะวันจะย่ำเย็นเย็น
ราชดำเนินก็เปลี่ยนเป็น
ป่าช้าประชาชน

    อนุสาวรีย์ตั้งไว้
สว่างไสวใครยล
กระดูกเพื่อนเกลื่อนล้น
วางอยู่บนพานทอง

    ฟ้าก็อยู่บนฟ้า
ไม่หันหน้ามามอง
ใครเลยจะประคอง
ประคบเจ้าเอาใจ

    ทางยังมืดยืดยาว
เราจะก้าวฝ่าไป
เป็นแสงเทียนส่องไทย
พร้อมเผาไหม้ตัวเอง

     เราจะคล้องแขนมั่น
เข้าประจันไม่หวั่นเกรง
ฆ้องระฆังจะวังเวง
มาอยู่เยือนกับเพื่อนยา

    พอเสียงปืนดังเปรี้ยง
เราจะเรียงดาหน้า
ไปสืบทอดเจตนา
ประกาศชัยประชาชน.

( เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์. เพียงความเคลื่อนไหว. หน้า 130.)


วันฆ่านกพิราบ

มือกระชับคาบบุหรี่ที่มุมปาก
ตาหรี่เล็งร่องบากปากปืนจ้อง
สมุนรายเรียงรอบคอยหมอบมอง
รั้วระเนนเอนนอนกองก่ายร่างล้น

เลือดโทรมหน้าห่ามือเข้ายื้อยุด
กระชากฉุดกระชับหมัดซัดด้วยส้น
เงื้อไม้ฟาดฟัดซ้ำกระหน่ำจน
เลือดกระเซ็นกระเสือกกระสนทุรนทุราย

ผูกคอลากกระชากร่างกลางสนาม
เลือดยังลามจากหลังวิ่นรินเป็นสาย
นอนแน่นิ่งเนื้อขาวเปล่าเปลือยกาย
ท่อนไม้ก่ายเกรอะเลือดเลอะเดือดแดง

ร่างรุ่งริ่งลิ้นจุกผูกคอห้อย
กระโดดลอยถีบร่างคว้างร่องแร่ง
เก้าอี้เหล็กหวดโครมโถมสุดแรง
รองเท้าแยงยัดปากกรากเข้ารุม

ทีละร่างซ้อนร่างเอายางทับ
แล้วเปลวไฟก็ไหววับควันจับกลุ่ม
กระดิกดิ้นเดือดมอดเนื้อกอดกุม
กระกดงุ้มหงิกงอตอตะโก

เข้าตอกอกทีละอกยกไม้ฟาด
ดาระดาษดับดิ้นสิ้นแรงโผ
หมวกเหล็กรายเรียงยืนและปืนโต
หัวโล้นเหลืองเรืองโร่โผล่ผุดกลาง

ทีละภาพทีละภาพประชับชัด
ทีละนัดทีละนัดถนัดร่าง
ทีละวันละวันไปยิ่งไม่จาง
ยิ่งกระจะยิ่งกระจ่างอยู่กลางใจ

(เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์. วันฆ่านกพิราบ กวีนิพนธ์เพื่อสันติ อหิงสา และมนุษยธรรม. สำนักพิมพ์จตุจักร. 2526, หน้า 23-25.)


บทสรุปหกตุลา

ระเบิดบาปกระสุนบ้าเป็นห่าฝน
คนกับคนเข่นฆ่าเหมือนบ้าคลั่ง
ตะวันเดือดเลือดแดงแข่งประดัง
พระเจดีย์เปล่งปลั่งประกายทอง

พิราบบินจากเบื้องหลังคาโบสถ์
หกตุลามหาโหดสยดสยอง
คือรูปแบบสงครามที่จำลอง
ระหว่างสองความคิดอันแหลมคม

เขาพูดถึงความเป็นธรรมความถูกต้อง
ประชาชาติขัดข้องและขื่นขม
ต่อต้านผู้เผด็จการอันโสมม
พิทักษ์เจตนารมณ์วีรชน

เจตนาคือประชาธิปไตย
พระปกเกล้าตรัสไว้ตั้งแต่ต้น
ว่าอำนาจใช่เฉพาะคณะบุคคล
แต่เป็นของปวงชนประชาไทย

พระดำรัสสัจธรรมความถูกต้อง
คือครรลองของประชาอันยิ่งใหญ่
เป็นหลักการของประชาธิปไตย
อันล้มลุกอยู่ในประเทศนี้

แล้วสิบสี่ตุลาก็ปรากฏ
เป็นหนึ่งบทที่ประชาทำหน้าที่
ชูคบเพลิงของพลังประชาชี
เพื่อส่องชี้ชัดสว่างทางประชา

พายุโหดโหมระห่ำในความมืด
คือกำแพงขึงพืดอยู่ภายหน้า
มหาเมฆมืดร้ายคำรามมา
คบเพลิงฝ่าฝนกระหน่ำจึงรำไร

มหาโหดหกตุลาก็ปรากฏ
เป็นอีกบทที่ประชาสรุปได้
ตราบใดที่เผด็จการยังเกรียงไกร
ตราบนั้นประชาธิปไตยยังไม่มี

ตราบนั้นพระปณิธานท่านทรงตั้ง
ก็จะยังมืดมิดทุกทิศที่
มืดตลอดแม้กระทั่งทุกวันนี้
เกือบจะห้าสิบปีเข้านี่แล้ว

เพราะรู้คิดคนจึงรู้จักค่า
รู้จักว่าอะไรกรวดอะไรแก้ว
และอะไรอะไรที่วาวแวว
ไม่ใช่แก้วเสมอไปใครก็รู้

แม้คบเพลิงวันนี้จะหรี่เรือง
แต่หนทางก็ประเทืองทอดยาวอยู่
มือที่เคยกำหมัดต่อศัตร

ก็ยังชูกำหมัดอยู่ทุกมือ

พิราบบินกลับมาหลังคาโบสถ์
พายุโหดยังกระหึ่มกระเหี้ยนหือ
เมื่อแก้วตกลงแตกก็แหลกรื้อ
แต่แก้วคือแก้วพร่างอยู่กลางใจ

สงครามสองความคิดยังคงดุ
ร้างระอุหกตุลามาหมกไหม้
ประวัติศาสตร์ไม่ควรซ้ำอยู่ร่ำไป
มันจะไม่มีวันเหมือนวันนี้

(เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์. วันฆ่านกพิราบ กวีนิพนธ์เพื่อสันติ อหิงสา และมนุษยธรรม. สำนักพิมพ์จตุจักร. 2526, หน้า 35-38.)

 


ตุลาอาถรรพ์

มาสมหาตุลาคมอาคมขลัง
ยกตาชั่งขึ้นชั่งให้ลือฉาว
ข้างหนึ่งธรรมความถูกทุกเรื่องราว
ข้างหนึ่งคาวแห่งอธรรมความผิดพลั้ง

หนึ่งอำนาจบาทใหญ่ในตัวคน
คือตัวตนที่แพ้ตนแต่ต้นตั้ง
ก่อความเลิศเกิดความเลวทุกคราวครั้ง
เป็นข่ายขังกดขี่แก่ผู้คน

หนึ่งความถูกเที่ยงธรรมนำปัญญา
รู้ขจัดอัตตามาแต่ต้น
รู้สร้างสรรค์รู้สิ่งสรรพไม่อับจน
นำมวลชนพ้นกดขี่พ้นบีฑา

ยกขึ้นชั่งตาชั่งสองข้างเทียบ
เมื่อข้างใดได้เปรียบก็เป็นค่า
อีกข้างตกลงต่ำเป็นธรรมดา
ดุลย์ตุลาต้องล้มลุกต้องคลุกคลาน

เดือนแห่งการปลดทาสกำจัดโซ่
โซ่เส้นโตก็ยังตรึงยังขึงต้าน
เดือนแห่งดวงดอกไม้ได้แย้มบาน
หนอนแห่งมารก็ยังบ่อนยังชอนไช

มาสมหาตุลาคมยังคงขลัง
ด้วยตาชั่งยังเอียงยังเบี่ยงไพล่
ความถูกต้องเที่ยงตรงยังคงไกล
รอวันที่คนไทยได้สำนึก

ความถูกต้องเที่ยงตรงต้องคงที่
ความชั่วช้ากาลีต้องกร่อนสึก
ลบตุลาอาถรรพ์ล้างพันลึก
แน่นผนึกน้ำใจเป็นใจเดียว

(เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์. วันฆ่านกพิราบ กวีนิพนธ์เพื่อสันติ อหิงสา และมนุษยธรรม. สำนักพิมพ์จตุจักร. 2526, หน้า 31-33.)

 


ดอกไม้แห่งเดือนตุลาคม

ด้วยเลือดด้วยเนื้อด้วยวิญญาณ
เพื่อนได้สร้างคุณูปการอันยิ่งใหญ่
ถมแผ่นพื้นพสุธาประเทศไทย
หลังเลือดลงชะโลมไล้ให้ชีวิต

หว่านเมล็ดวิญญาณการต่อสู้
กล้าเชิดชูความถูกค้านความผิด
แตกปัญญาอาวุธทางความคิด
สำนึกสิทธิ์อิสระมนุษยชน

กาลเวลาช้านานค่อยผ่านไป
สายเลือดเพื่อนยังรินไหลอยู่เข้มข้น
เติมให้คมให้เข้มให้เต็มคน
แผ่ขยายปริมณฑลจนกว้างไกล

เพื่อนได้เปิดทำนบที่กั้นน้ำ
กระแสธารสัจธรรมจึงท้นไหล
คือกระแสธารที่ไม่มีใคร
จะขวางได้ตัดได้ต่อไปนี้

เพื่อนได้จุดประกายไฟไหม้ลามทุ่ง
เผาหญ้าร้ายริ้นยุงยับขยี้
เพื่อนคือฝนพร่างฟ้าพรมธาตรี
ปลุกทุกชีพให้มีชีวิตชีวา

แน่ละในทุกสายกระแสสินธุ์
ย่อมมีหินโสโครกมีโตรกผา
ฉันใดผู้บ้าอำนาจบ้าศาสตรา
ย่อมขัดขวางพลังประชาอยู่ฉันนั้น

แน่ละพวกภูติผีปีศาจชั่ว
ย่อมหวาดกลัวแสงสว่างอันเฉิดฉัน
ฉันใดผู้ชูระบอบกอบโกยกัน
ฉันนั้นนั่นย่อมนิยมความมืดมิด

แต่ดอกไม้ก็จะบานในวันนี้
เต็มทุ่งท้องธรณีแห่งการผลิต
ดินกันดารจะอุดมทุกสารทิศ
ทีละนิดทีละนิดทั่วธรณิน

ด้วยเลือดด้วยเนื้อด้วยวิญญาณ
เพื่อนได้สร้างคุณูปการไม่สุดสิ้น
ดอกไม้เดือนตุลาคือชีวิน
คือพืชพันธุ์แห่งแผ่นดินอันอุดม

(เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์. วันฆ่านกพิราบ กวีนิพนธ์เพื่อสันติ อหิงสา และมนุษยธรรม. สำนักพิมพ์จตุจักร. 2526, หน้า 49-51.)

 


บทเพลงแห่งเดือนตุลา

      ติงทั่งติงทั่งพร้อม
เพลงกาพย์ตุลาผยอง
เพลงโคลงเร่งครรลอง
เปล่งประกายกลอนกร้าว

      เสียงสนั่นเสนาะไม้
เสียงตะขาบขันตี
เสียงซอระส่ายสี
เสียงเปรตเสียงปืนโป้

      เยี่ยงผีปีศาจส้อง
ที่หมักหมมมืดมิด
ไม้ขีดหนึ่งก้านติด
ฝูงภูติผีปรี่ป้าย

      เสียงคนแข่งพูดได้
หนึ่งตะโกนคำไป
หนึ่งใช้เครื่องกลไก
พิเศษสื่อสารซร้อง

      สารพัดสารพิษล้วน
คำหนึ่งสองคำแดง
ยกชาติศาสน์กษัตริย์แฝง
แบ่งแยกแผกขวาซ้าย

      สงสารชาวบ้านนอก
ถูกปิดหูปิดตา
ฟังเสียงเห่าหมูหมา
รังเกียจเกลียดกลัวล้น

      กลัวผีที่ปลุกปั้น
หลอกหลอนหลายชั่วคน
สั่งสมสิ่งสับสน
ผิดว่าถูกปลุกให้

      ชมชาติเอกราชล้น
ขณะปล่อยต่างชาติมา
เศรษฐกิจวัฒนธรรมสา-
สยบอยู่ใต้ตีนเต้า

      ชูธงเอกราชขึ้น
ปากตะโกนกู่ไท
ฝูงภูติเปิดปูดไป
วิปริตบิดเบือนตั้ง

      "นักศึกษาก่อร้าย
จักชักชาติเป็นแดง
ทุรทาษถนักตะแบง
เกาะแต่กรงกู่แจ้ว

 

เพลงกลองยาว
พยับห้าว
รุกฆาต
กู่พร้องเพลงฉันท์

มโหรี
ตวาดโต้
แสวงสัจ
ประกบซ้ำกระหน่ำเสียง

สิงสถิต
มั่วร้าย
ตาสว่าง
ป่ายป้องปิดแสง

ฉันใด
ปากป้อง
กระจายข่าว
ใส่ร้ายนักศึกษา

รุนแรง
ดุร้าย
ใฝ่ประโยชน์
ใส่ร้ายลูกหลาน

คอกนา
แต่ต้น
กาไก่
ลูกเต้าหลานตัว

เป็นตน
ครอบไว้
สำนึก
เห่าร้องขรมขรม

เหลือตรา
ยกเค้า
หัสสลบ
ถูกต้อนทุกประตู

ครั้งใด
ทุกครั้ง
เป็นข่าว
แต่งข้อคำหา

รุนแรง
หมดแล้ว"
ตระบัดสัตย์
เจื่อยเจื้อยเจรียงเสียง

 

   แถวคลื่นขบวนคณะประชา
กำแพงผุกร่อนกระเทาะและเอียง

   ฝูงหนูและงูก็จะระส่ำ
กู่ก้องคะนองพิษะประโปรย

   คือสัตยาประทะอสัตย์
โดยสันติธรรมคณะนิยม

   ฝ่ายสัตย์อสัตยะหฤโหด
อาวุธประจำประจุประจาน

   เสียงปากกะปืนประทุประเทศ
ใครผิดและถูกก็จะพิจา-

   อำนาจอธรรมอธิปตัย
มือเปล่าจะเข้าประทุประจน

   สิบสี่ตุลาก็ประลุลับ
เหล่าลูกสมุนและบริวาร

   แบ่งแยกสลายคณะนิสิต
อาชีวะชนยุวแสดง

   ตำรวจทหารประดุจะหุ่น
บอดแสงและสีสุริยฉัน

   ใครผิดก็เข้ากะคณะผิด
ใครถูกก็ล่าประลุประลัย

 

กลพายุพัดเพียง
ก็พิโอดพิโอยโอย

และระสายวะวายโวย
ปะทะอาละวาดลม

มหุหัทโยดม
นิติชอบประกอบการ

ฤขโมดทมิฬมาร
ก็จะเจอเสมอมา

พิเคราะห์เจตนา
รณเลศและเหตุผล

ทรยศประชาชน
ก็จะแหลกประลัยลาญ

ดุจะดับเผด็จการ
ก็ดุด่วนระดมแรง

บริสุทธิ์ก็แทรกแซง
พละโดยสะดวกพลัน

และตาหัน
ดุจะเชิดจะชักใย

วิปริตและเป็นไป
ปรโลกวิโยคเข็ญ

 

      กี่ครั้งกี่ใครตายเป็น บทเรียนลำเค็ญ
คมปากฤข่มคมปืน  
      คมดาบคมหอกกลอกกลืน หีนชาติหยัดยืน
ราบล้มคมเหตุคมผล  
      ประชาชาติปวงชน คือคนสองคน
เข้าทุ่มเข้าโถมโรมรัน  
      เลือกตั้งครั้งไหนครั้งนั้น ผู้แทนแสนขัน
เงินตันเงินตุงถุงโถม  
      คนรวยเข้าสภาอ่าโฉม อื้อฉาวข่าวโครม
สภาคนชนชั้นผ่านฟ้า  
      มงกุฎครอบดาวพราวตา ชาตินี้ชาติหน้า
ผูกขาดทุกชาติชาติไป  
      เผด็จกิจเผด็จการลั่นไก     รู้จริงนิ่งไว้
ชาวไร่ชาวนาอย่าหือ  
      ประชาธิปไตยใครฤา คนสิบหยิบมือ
เข้าขยุ้มกุมขย้ำคนล้าน  
      คนล้านล้านคนทนทาน บ่าหนักดักดาน
ไป่มีปากเสียงเถียงแทน  
      นิสิตนักศึกษานับแสน ร่ำร้องคล้องแขน
กี่ครั้งกี่คราเพื่อใคร  
(เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์. วันฆ่านกพิราบ กวีนิพนธ์เพื่อสันติ อหิงสา และมนุษยธรรม. สำนักพิมพ์จตุจักร. 2526, หน้า 39-44.)


ตำนานแห่งดอกหญ้า

ฆ้องระฆังหง่างเหง่งเพลงพรรษา
เพลงแห่งเดือนตุลาเริ่มร่ายบท
เมือ่ลมหนาวเริ่มหนาวร้าวระทด
เลือดก็หยดก็หยาดรินราดพื้น

คือเลือดเพื่อนเลือดผองเลือดน้องพี่
หล่ออนุสาวรีย์แห่งการตื่น
จากความหลับหลงไหลในกลางคืน
ให้พลิกฟื้นขึ้นมาชมตาวัน

ดั่งตำนานนานนักนานหนักหนา
พิราบพรูสู่ฟ้าความใฝ่ฝัน
ค่อยร่วงตกทีละตัว..ทีละตัว..ท่ามกลางควัน
ระเบิดบาปหยาบหยันตำนานมนุษย์

เมื่อมึงรักเสรีมึงต้องตาย
มึงท้าทายอยุติธรรม มึงสิ้นสุด
มึงเพรียกหาอธิปไตย มึงม้วยมุด
กูจะกุดหัวมึงเพราะมึงคิด

เสียงปิศาจตวาดก้องในแผ่นดิน
แล้วแผ่นด้าวก็สิ้นเสรีสิทธิ์
สงบเงียบยะเยียบเย็นทั่วสารทิศ
เอาแผ่นอิฐปิดหญ้ามิให้แยง

ต้นหญ้าแห่งความคิดอิสระ
ตราบตะวันแห่งสัจจะยังส่องแสง
หญ้าย่อมงอกดอกหญ้าย่อมเริงแรง
ย่อมเสียดแทงเถื่อนทมิฬเสมอมา

เจ้าคือชัยชนะของแผ่นดิน
ดอกไม้รวยรินเริงร่า
ตำนานเลือดแห่งเดือนตุลา
ตำนานแห่งต้นหญ้าอันยืนหยัด

คือเลือดเพื่อนเลือดผองเลือดน้องพี่
หล่ออนุสาวรีย์แหก่งการตื่น
ผู้หลับตาย่อมเห็นเป็นกลางคืน
ผู้ลืมตาย่อมชื่นย่อมชมวัน

คนที่รักเสรีไม่เคยตาย
คนท้าทายอยุติธรรมไม่ผละผัน
ที่ใดมีปิศาจฉกาจฉกรรจ์
ณ ที่นั้นมีสัจจะประจัญประจญ

(เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์. วันฆ่านกพิราบ กวีนิพนธ์เพื่อสันติ อหิงสา และมนุษยธรรม. สำนักพิมพ์จตุจักร. 2526, หน้า 45-47.)