สุจิตต์ วงษ์เทศ

เจ้าขุนทอง

วัดเอ๋ยวัดโบสถ์
เจ้าขุนทองไปปล้น

คดข้าวใส่ห่อ
เขาก็ร่ำลือมา

นั่งรถยนต์เรไร
ส่งเสียงแจ้วแจ้ว

เจ้าออกจากบ้าน
แล้วหันมาสั่งน้องน้อง

ไปเพื่อสิทธิ์เสรี
โอ้เจ้านกเขาขัน

สะพายย่ามหาดเสี้ยว
ด้วยรอยน้ำตาแต่เมื่อคืน

ขุนทองเจ้าร้องไห้
ว่าดอกจำปีถูกปืน

ลูกเอ๋ยหนอลูกเอ๋ย
แม่มาร้องเรียกหา

เจ้ามิใช่นักรบ
รูปร่างก็น้อยน้อย

แม่รู้ว่าลูกรัก
กตัญญูแผ่นดิน

แต่ใครเขาจะรู้
มนุษย์อาจได้ยิน

ลูกบอกว่าลูกรู้
แม่กับพ่อก็รอมา

ดอกโสนบานเช้า
ออกพรรษามาตระเวน

ไม่มีร่างเจ้าขุนทอง
แม่กับพ่อก็อาดูร

ตาลโตนดเจ็ดต้น
ป่านฉะนี้ไม่เห็นมา

ถ่อเรือไปตามหา
ว่าเจ้าขุนทองตายแล้ว

นั่งรถไฟนกแก้ว
ว่าเจ้าขุนทอง เจ้าขุนทอง

เมื่อตอนตะวันเรืองรอง
ว่าพี่จะไปหลายวัน

เพื่อศักดิ์ศรีบางระจัน
แล้วเจ้าขุนทองก็ลงเรือน

ซึ่งใส่หนังสือแสงเดือน
ทั้งสมุดที่ลบเลือน

อยู่ในเรือนจนดึกดื่น
ตายอยู่เกลื่อนเจ้าพระยา

เจ้าอย่าเฉยเชือนชา
นี่พ่อมาตั้งตาคอย

ที่เคยประสบริ้วรอย
เพราะเรียนหนังสือหลายปี

นั้นมีความภักดี
พ่อก็รู้ว่าลูกมี

เพราะเขามิใช่พระอินทร์
แต่อำนาจมาบังตา

จึงสู้แบบอหิงสา
หลายเพลาหลายเพล

ดอกคัดเค้าบานเย็น
ที่อนุสาวรีย์ทูน

มีแต่รัฐธรรมนูญ
แต่ภูมิใจลูกชายเอยฯ

(ไทยรัฐ. 16 ตุลาคม 2516)

 

มหาอาเศียรวาทราชสดุดี
เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
5 ธันวาคม 2516

วัดเอ๋ยวัดโบสถ์
เจ้าขุนทองไปปล้น

รุกรับขับไล่
จนกองทัพมันอัปรา

เจ้าขุนทองถูกปืน
มันพนมมือวาง

มันร้องเพลงสรรเสริญ
แล้วมันก็ตายเอง

โอ้ ดอกโสนบานเช้า
ประชาชาติ-ชื่นชม

ถวายพระพรพระทรงยศ
เฉลิมพระชนมพรรษาชัย

 

ตาลโตนดเจ็ดต้น
เอารัฐธรรมนูญมา

ศัตรูในนัครา
ไปคนละทิศคนละทาง

ยืนตายที่ต้นยาง
ไม้กระบองแล้วร้องเพลง

พระบารมีอยู่ครื้นเครง
ทั้งทั้งมือมันพนม

ดอกคัดเค้าต้องลม
ประชาชน-ชื่นใจ

ให้ปรากฏเกริกไกร
ชนะในวันนี้เอยฯ

 

ประชาชาติรายสัปดาห์ ปีที่ 1 ฉบับที่ 3 1-6 ธันวาคม 2516
( สุจิตต์ วงษ์เทศ. เจ้าขุนทองไปปล้น. กรุงเทพฯ: ศิลปวัฒนธรรม, 2524, หน้า 3.)

กล่อมวีรชน

(เกริ่น)

ครานั้นนิสิตนักศึกษา
บรรดานักเรียนทั้งเหนือใต้
ไพร่ฟ้าประชากรทั่วไป
ลุกฮือร้องไห้ทั้งนคร

(เจริญศรี)

อายุเยาวเรศรุ่นเจริญศรี
พลังมีร่วมมิตรสโมสร
เกี่ยวก้อยร้อยแขนไม่คลายคลอน
รบรอนเผด็จการอันตราย (เอย)

(ลาวเล่นน้ำ)

 

พ่อคุณเอ๋ย
ถูกปืนกระเด็น

หาใดไป่เหมือน
ยืนเคียงเรียงราย

ยังบ่เคยพบเห็น
กลับเต้นเข้าสู้ตาย
เห็นเพื่อนวางวาย
โดยไม่มีอาวุธเลย

(ลาวกระตุกกี่)

จะหางามสามโลกก็เหลือหา
สละแล้วแก้วตาพ่อคุณเอ๋ย
ยังอ่อนวัยไม่เสียดายชีวิตเลย
สักคำหนึ่งก็ไม่เอ่ยยินดีตาย
ลูกปืนโปรยโรยลงตรงหน้าอก
ไม่วิตกแม้น้ำตาเป็นสายสาย
จนเดือนดับวับวาวดาวกระจาย
พระนครยังไม่ได้สิทธิ์เสรี

(ลาวกระแตเล็ก)

ครานั้น
เผด็จการครองเมืองเรืองศรี
อยู่สะพานผ่านฟ้ากลางธานี
และสวนรื่นฤดีบัญชาการ
ป้อมพระกาฬไม่เคยรับทัพพม่า
แต่ถูกไทยกันเองมามุ่งประหาร
คลองโอ่งอ่างกระถางแตกก็แหลกลาญ
เพราะฝีมือเผด็จการทุกทุกคน

(เกริ่น)

ครานั้นแสงทองส่องสว่าง
ทิศตะวันออกกว้างโรยถนน
บรรดานกผกผินบินข้างบน
ดอกไม้ขาวราวฝนมาโปรยปราย
ทรราชหวาดผวาอนาคต
เผด็จการทั้งหมดก็กลับหาย
เหมือนภูเขาทั้งลูกถูกทำลาย
มวลมนุษ์หญิงชายสวัสดี

(ดอกไม้เหนือ)

หอมกลิ่นดอกไม้คล้ายคล้ายหอม
พุ่มพวงดวงพยอมริมวิถี
เคล้ากลิ่นน้ำตาธานี
และคาวเลือดสดสีวีรชน
แย้มยิ้มพริ้มพรายทายทัก
ดอกไม้กลีบหักกลางถนน
ดอกประชาธิปไตยในสากล
กำลังผลิอยู่บนหัวใจไท

(สร้อย)

โอ้ว่าหนุ่มสาวเอย

(ลาวเฉียง)

คึกคักหนักแน่นดังแผ่นผา
กลมเกลียวแกล้วกล้าสดใส
ฟันเฟืองฟาดฟันบรรลัย
กนกห้าสิบให้ชีวิตพลี

(สร้อย)

เจ้าหนุ่มสาวเอย
ตายเพื่อสร้าง

เจ้าเคยแล้วหรือยัง (ซ้ำ)
ตายเพื่อสร้างเสรี

มือเปล่าตีนเปล่าก้าวหน้า
ยอมให้เข่นฆ่าไปเป็นผี
ถือหลักศักดิ์สิทธิ์เสรี
พูดกันดีดีแล้วตั้งนาน

(สร้อย)

เจ้าหนุ่มสาวเอย
ตายเพื่อสร้าง

เจ้าเคยแล้วหรือยัง (ซ้ำ)
ตายเพื่อสร้างเสรี

กดขี่ข่มเหงคะเนงร้าย
เผด็จการก้าวก่ายเสียทุกด้าน
ชาวนาเป็นศพกบดาน
ชาวบ้านเป็นซากยากจน

(สร้อย)

เจ้าหนุ่มสาวเอย
ตายเพื่อสร้าง

เจ้าเคยแล้วหรือยัง (ซ้ำ)
ตายเพื่อสร้างเสรี

มือเปล่าตีนเปล่าห้าวหาญ
แกว่างกระบองคลุกคลานกลางถนน
นี่คือพลังของประชาชน
ทุกคนสืบเลือดบางระจัน

(สร้อย)

เจ้าหนุ่มสาวเอย
ตายเพื่อสร้าง

เจ้าเคยแล้วหรือยัง (ซ้ำ)
ตายเพื่อสร้างเสรี

มาเถิดมาสร้างเมืองใหม่
สร้างระเทศเราให้เป็นสวรรค์
ใครมาข่มเหงรังแกกัน
ประชาชนเท่านั้นลุกฮือเอย

(สร้อย)

เจ้าหนุ่มสาวเอย
ตายเพื่อสร้าง

เจ้าเคยแล้วหรือยัง (ซ้ำ)
ตายเพื่อสร้างเสรี

แต่งให้วงดนตรีไทย เจ้าพระยา
ทำนอง ตับพระลอเสี่ยงน้ำ
ธันวาคม 2516

 


(สุจิตต์ วงษ์เทศ. เจ้าขุนทองไปปล้น. กรุงเทพฯ: ศิลปวัฒนธรรม, 2524.)

ปลงศพเจ้าขุนทอง

วัดเอ๋ยวัดโบสถ์
เจ้าขุนทองคนดี

ข้าวสาลีตายหมด
เพราะพ่อกะแม่ไม่เว้นวาย

ลูกเอ๋ยหนอลูกเอย
ทำงานตะวันแดง

ข้าวเหลืองอ่อนรวงเหี่ยว
นาที่หว่านข้าวเบา

น้องเจ้ายังเล็กเล็ก
ไม่เว้นวายมันถวิล

เจ้านายจากจังหวัด
เขาบอกว่าลูกขุนทอง

เขาบอกว่าเขาจะช่วย
ทุกข์ยากลำบากลำบน

ลูกเอ๋ยนี่ไม่ได้หวัง
เพราะคิดถึงวันนี้

ตายแล้วหนอลูกเอ๋ย
ที่แท้จริงแล้วเสียดาย

นี่ลูกตายไปเป็นผี
ไม่เชื่อใครสักคน

เอาเถิดหนอลูกเอ๋ย
ถ้าหากวิญญาณมีจริง

อย่าปล่อยให้ทรราช
เจ้าจงหลอกมันให้ตาย

ให้ลูกเป็นกุมารทอง
ที่เป็นชาวนาใน

ศพเอ๋ยเจ้าขุนทอง
ขึ้นบนเมรุเป็นวิมาน

"ขุนศรีจะถือฉัตร
โอ้พระคุณทั้งสององค์

นักเรียนนักศึกษา
ใบมะขามจะหล่นรอง

เสียงคลื่นเจ้าพระยา
เสียงพัดของลมบน

ปี่พาดราดตะโพน
ว่าดอกเอ๋ยดอกชะบา

ดอกไม้สีขาว
จะหล่นโรยลงโปรยปราย

แม่จะนับกาลเวลา
แทนขุนทองของทุกคน

ปลูกข้าวโพดสาลี
ครบปีแล้วที่เจ้าตาย

ส่วนข้าวโพดก็เสียหาย
คิดถึงลูกไม่มีแรง

เจ้าไม่เคยหน่ายแหนง
พ่อก็เบาแม่ก็เบา

ส่วนข้าวเหนียวก็อับเฉา
นกก็กินหนูก็กิน

ยังเป็นเด็กเล่นดิน
ถามหาเจ้าขุนทอง

เขาก็เคยมาเมียงมอง
นั้นเป็นยอดวีรชน

ให้พ่อกะแม่ไม่ต้องทน
แต่ก็รอมาตั้งปี

บอกให้ลูกฟังไว้จงดี
แล้วใจไม่ดีเมื่อปีกลาย

พ่อกะแม่ไม่เคยตาย
เพราะว่าลูกทั้งคน

เขาบอกว่าเป็นวีรชน
แต่แม่เขาว่าเป็นความจริง

ไม่ว่าลูกชายหรือลูกหญิง
เจ้าจงอย่านิ่งดูดาย

ยังคงอำนาจเป็นเชื้อสาย
ให้มันสิ้นแผ่นดินไทย

ช่วยปกป้องใครต่อใคร
ท้องนาทรมาน

จะเรืองรองพิสดาร
ประดับไว้ด้วยไตรรงค์

ยกกระบัตรจะถือธง"
ปลงศพเจ้าขุนทอง

ประชาราษฎร์จะเนืองนอง
รับน้ำตาสาธุชน

เป็นเสียงสังข์สากล
จะเป็นเสียงขลุ่ยธรรมดา

เป็นเสียงตะโกนถึงชาวนา
ช่วยกันรับไว้กับกาย

ที่แพรวพราวพริ้มพราย
รอบรอบเมรุวีรชน

พ่อจะเชิญประชุมชน
ถ้าใครทำลายลูกเอยฯ

ประชาชาติรายวัน 14 ตุลาคม 2517
(สุจิตต์ วงษ์เทศ. เจ้าขุนทองไปปล้น. กรุงเทพฯ: ศิลปวัฒนธรรม, 2524,หน้า 48-50.)



ปริเวทนาการ

ครานั้น แม่น้ำเจ้าพระยา
เรือแพนาวาไม่ขึ้นล่อง
สงบเงียบเยียบเย็นทุกลำคลอง
คลื่นคะนองก็มานิ่งด้วยน้อยใจ

ต้นมะขามสนามหลวงแสนสลด
ทุกกิ่งใบระโหยหดเหมือนร่ำไห้
ถอนสะอื้นยืนงงเป็นวงไป
กิ่งใบหักเปราะลูกเราะราน

ดอกจำปีถูกปืนจนป่นปี้
จามจุรีถูกมีดมาสังหาร
ดอกลั่นทมจมหายกับสายธาร
ทั้งต้นตาลใบตองหล่นกองดิน

เสียงสะล้อซอซึงถึงชะงัก
แคนหักย่อยยับกับก้อนหิน
กลองตะลุงถูกทำลายกลายเป็นดิน
ปี่พาทย์พินาศสิ้นลงคราวนี้

ทุ่งพระเมรุหมกเหม็นเหมือนหมาเน่า
กลิ่นคลุ้งคลุกเคล้ากับกลิ่นขี้
แล้วกระจายไปทั่วทั้งธานี
โอ้-กระไรเหมือนบุรีหัวใจร้าย

นึกถึงขุนแผนแสนสะท้าน
ห้าวหาญรบศึกทั้งเหล่าหลาย
น้ำจิตใสน้ำใจสู้ลูกผู้ชาย
กล้าตายแต่ไม่ปล้นคนกันเอง

ไอ้เสมาขุนศึกพิลึกลั่น
ถูกหมู่ขันหมู่พระยามาข่มเหง
ลูกผู้ชายลายมือคือนักเลง
ไม่เข่นฆ่ากันเองให้อายคน

นี่กระไรใครหนอจะนิ่งได้
ฆ่ากันเองเหมือนฆ่าไก่กลางถนน
อยุธยายังไม่ฆ่าประชาชน
โอ้-อับจนแล้วหรือนี่เจ้าพระยา

จะกล่าวถึงหนุ่มเหน้าและสาวศรี
บัดนี้ดูอนาถวาสนา
จะหวังใครไหนเล่าในโลกา
ได้พึ่งพาฝากผีเพื่อนพี่น้อง

ต่างมองตาตาช้ำต่างร่ำไห้
บ้างเลือดไหลรันทดสยดสยอง
มองแผ่นดินนามประเทืองว่าเมืองทอง
ได้แต่มองแล้วต้องหลบต้องหลับตา

ครั้นหลับตาแต่ว่าตายังเห็นภาพ
เพื่อนทั้งหลายเลือดอาบกันพร้อมหน้า
เหมือนทหารบรรพบุรุษอยุธยา
ถูกพม่ากองโจรปล้นสะดม

บ้างก็ถูกแหลนหลาวถูกเกาทัณฑ์
บ้างก็ถูกพวกมันเอาหินถล่ม
บ้างก็ถูกตีขนาบด้วยดาบคม
บ้างหกล้มแล้วจึงถูกส้นตีนตาย

บ้างก็ถูกเชือกมัดที่ต้นคอ
บ้างก็ถูกตีต่อจนคอหาย
บ้างถูกทิ่มโยนีด้วยผีพราย
บ้างถูกเหยียบลงกับสายกระแสชล

บ้างก็ถูกลูกกระสุนจนพรุนพร้อย
บ้างถูกร้อยเชือกลากไปกลางถนน
บ้างถูกเผาทั้งเป็นเหมือนเล่นกล
แต่จริงๆ เผาคนทั้งเป็นเป็น

ไม่เคยเห็นก็มาเห็นแล้วเช่นนี้
ไม่เคยมีก็มามีให้มองเห็น
เหลือรำลึกนึกน่าน้ำตากระเด็น
เหลือลำเค็ญเสียจริงๆ หัวอกเอย

เสียเพื่อนเหมือนร้าวมรกต
ลมหายใจเหมือนจะหมดเสียแล้วเอ๋ย
จะต่อแก้วเจียระไนกระไรเลย
ชีวิตนี้มิเคยจะแห้งแล้ง

เมื่อโลกแล้งเคยได้น้ำใจเพื่อน
ต่อไปนี้โลกเหมือนจะเหือดแห้ง
มองฟ้าฟ้าก็มีแต่สีแดง
ไม่มีเมฆฝนแฝงมาให้เย็น

เคยอยู่ใกล้ได้กลิ่นน้ำใจมิตร
หอมสนิทสีขาวที่เคยเห็น
ใครเล่าจะเข้าใจในประเด็น
ว่าเราเป็นคนรักแม่ธรณี

อายดินกลิ่นโคลนทุกหนแห่ง
ฝุ่นดินสีแดงทุกถิ่นที่
กระทั่งเราเอาทรายก่อเจดีย์
ได้ร่วมกันสามัคคีทุกครั้งไป

เมื่อปีกลายท้ายวัดจัดงานบวช
เราร่วมนั่งฟังสวดยังจำได้
สงกรานต์ก่อนตอนนั่งดูบั้งไฟ
เพื่อนยังให้สายขวัญปันข้อมือ

โอ้-กุศลผลบุญนี่หนุนนำ
ให้ล้มตายหายคว่ำกระนี้หรือ
อนิจจาบ้านเมืองเคยเลื่องลือ
ว่านี่คือเมืองพุทธเมตตา

แล้วไฉนไยทำฉะนี้เล่า
แสนเศร้าเมืองพระพุทธศาสนา
นี่ฆ่ากันให้ประจักษ์เหมือนผักปลา
แล้วจะอยู่ดูหน้ากันอย่างไร

ปีก่อนทำศพเจ้าขุนทอง
ญาติพี่น้องร่วมร้องไห้
เพื่อนยังร่วมกรวดน้ำทำบุญไป
อุทิศส่วนกุศลให้เจ้าขุนทอง

ครั้นปีนี้เป็นปีเจ้าการะเกด
เจ้าตายอย่างน่าทุเรศสยดสยอง
เถอะกูจะกรวดน้ำให้เนืองนอง
ทั้งขุนทองการะเกดให้เกลื่อนดิน

ครานั้นขวัญเอ๋ยขวัญมา
ขวัญมาเช็ดน้ำตาไปทั้งสิ้น
ยืดอกยกหน้าอย่างชาชิน
กูจะกินความช้ำระยำยับ

โจนลงกลางชานร้านดอกไม้
ที่เพื่อนเกลอปลูกไว้ดูงามสรรพ
ตั้งสัตย์ระมัดระวังแล้วนั่งนับ
เห็นยังอยู่ครบสำรับดอกไม้มิตร

ขยับขลุ่ยไม้ไผ่มาไล่ลม
วางนิ้วเหมาะสมแสนสนิท
แล้วผิวเพลงใบไผ่ให้ชีวิต
ลอยลมไปทุกทิศไม่ท้อแท้

ว่าโลกนี้มีมาช้านานนัก
ต่างล้มตายไม่รู้จักเท่าไรแน่
อย่ากำสรดหดเหี่ยวให้เปลี่ยวแด
อย่าท้อแท้ทอดอาลัยไปนักเลย

เก็บความช้ำน้ำใจเอาไว้ก่อน
เก็บไว้เป็นเพื่อนนอนเคียงเขนย
เมื่อยามเหงาเอามาดมมาชมเชย
เอาไว้เตือนใจเอ๋ยว่าอย่าร้อน

อันหนทางกว้างไกลไปข้างหน้า
ต้องสำรวจตรวจตรากันเสียก่อน
อดีตที่ผ่านมาอย่าอาวรณ์
แต่ใส่ใจเอาไว้สอนสำนึกแนว

จงเจ็บจำไปให้ถึงปรโลก
เก็บรอยโศกไว้ให้สิ้นทุกถิ่นแถว
มองข้างหน้าฟ้าเปิดดูเพริศแพร้ว
ไม่คลาดแคล้วคงต้องถึงสักหนึ่งวัน

ไม่ถึงตายคงไม่วายชีวาวาตม์
ใครพิฆาตเข่นฆ่าไม่อาสัญ
ถึงที่ตายก็ต้องวายชีวาวัน
ใครไม่ทันคิดร้ายก็ตายเอง

ว่าพลางทางหยุดเพลงขลุ่ย
แล้วพูดคุยกับดอกไม้ด้วยใจเปล่ง
ปลื้มไมตรีที่มีเท่านี้เอง
จึงจบเพลงเสภากราบลาเอย


คมทวน คันธนู, บรรณาธิการ. ๖ ตุลามหากาพย์. กรุงเทพฯ: บ.สำนักพิมพ์อาทิตย์ จำกัด, ๒๕๒๒.