บันทึกเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา

จาก สารคดีฉบับพิเศษ "รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย"
พ.ศ.๒๕๔๑


๑๓ ต.ค. ๑๖

- ภายหลังจากที่กลุ่มผู้เรียกร้องรัฐธรรมนูญถูกจับกุมในข้อหากบฎล้มล้างรัฐบาล นักเรียน นิสิต นักศึกษาได้ชุมนุมประท้วงในบริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรียกร้องให้รัฐบาลปล่อยตัวผู้ถูกที่จับกุมทั้ง ๑๓ คน

๑๒.๐๐ น.
- ผู้ประท้วงในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จำนวนกว่า ๒ แสนคน ได้เริ่มเคลื่อนขบวนออกจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขบวนมาหยุดรอดูท่าทีของรัฐบาลที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

๑๗.๓๐ น.
- เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ผู้นำขบวน ได้ตัดสินใจสั่งเคลื่อนขบวนไปยังลานพระบรมรูปทรงม้า

๒๒.๐๐ น.
- สมบัติ ธำรงธัญญวงศ์ เลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย แจ้งต่อที่ชุมนุมประท้วงว่า รัฐบาลยอมปล่อยตัว ๑๓ ผู้ต้องหาแล้วโดยไม่มีเงื่อนไข สำหรับรัฐธรรมนูญจะเสร็จสิ้นภายใน ตุลาคม ๒๕๑๗ ประเด็นหลังทำให้ผู้ชุมนุมไม่พอใจรัฐบาลที่ร่างรัฐธรรมนูญช้าเกินไป

๒๓.๓๐ น.
- รถบัญชาการของศูนย์ฯ ได้รับข่าวสารว่าทหารตำรวจตั้งกำลังประชิดบริเวณใกล้ลานพระบรมรูปฯ และมีข่าวจะใช้รถถังปราบผู้เดินขบวนที่จะเข้าไปใกล้สวนพุดตาน เสกสรรค์ประกาศเรียกกรรมการศูนย์ฯอีกครั้ง เพื่อขอมติในการดำเนินงานต่อไป ในที่สุด เสกสรรค์ได้ออกคำสั่งให้เคลื่อนขบวนไปที่สวนจิตรลดา
เพื่อหวังพระบารมีเป็นที่พึ่ง

๑๔ ต.ค. ๑๖

๐๕.๓๐ น.
- ขณะที่กลุ่มคนเริ่มสลายตัวหลังจากได้รับทราบว่าเรื่องราวได้คลี่คลายลงแล้ว ตำรวจกลับไม่ยอมให้ฝูงชนผ่านถนนพระราม ๔ บริเวณสวนจิตรฯและเขาดิน และยิงด้วยระเบิดแก๊สน้ำตาพร้อมกับเข้าทุบตีคน นิสิตนักศึกษาบางส่วนหนีตายลงคูน้ำเข้าไปในวังสวนจิตรฯ นิสิตนักศึกษาส่วนใหญ่ถอนกำลังออกไปตั้งหลักที่ธรรมศาสตร์ และทำการโจมตีตอบโต้ตำรวจอย่างรุนแรง ตามบริเวณถนนราชดำเนินระหว่างสี่แยกคอกวัวกับสนามหลวง

- ฝ่ายรัฐบาลส่งทหารจาก ร ๑๑ พร้อมด้วยรถถังเข้าคุมสถานการณ์ กำลังพลและรถถังเคลื่อนมาตามถนนจักรพงษ์เข้าเคลียร์พื้นที่บริเวณหน้าวัดชนะสงคราม แล้วเคลื่อนกำลังไปยังหน้ากรมสรรพากร เกิดการปะทะกันบริเวณหน้ากรมสรรพากร กรมประชาสัมพันธ์ ถนนราชดำเนินกลาง ไปจนถึงกองบัญชาการตำรวจนครบาล ผ่านฟ้า

- จีระ บุญมาก ถูกยิงเสียชีวิตที่หน้ากรมประชาสัมพันธ์ ศพถูกนำไปแห่รอบเมือง

๑๒.๐๐ น.
- มีเฮลิคอปเตอร์สองลำ บินวนเหนือบริเวณที่เกิดเหตุ มีรายงานยืนยันว่า คนบนเฮลิคอปเตอร์ใช้ปืนกลยิงกราดใส่นักศึกษาบริเวณสนามหลวงและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักเรียนและนักศึกษาเข้ายึด กตป. (คณะกรรมการตรวจและติดตามผลการปฏิบัติราชการ) และเผาอาคารพร้อมด้วยอาคารกองสลากฯ

- ประพัฒน์ แซ่ฉั่ว หรือ "ไอ้ก้านยาว" ถูกยิงหน้าโรงแรมรอแยล

- การต่อสู้ดำเนินไปทั้งวัน และตอนกลางคืนได้รวมศูนย์อยู่ที่บริเวณสะพานผ่านฟ้าฯ เป็นการต่อสู้ระหว่างตำรวจนครบาลกับฝ่ายนักเรียน นิสิต นักศึกษา

๑๙.๔๐ น.
- พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงออกรายการโทรทัศน์ พระราชทานกระแสพระราชดำรัสแก่ประชาชนชาวไทยว่า วันที่ ๑๔ ตุลาคม เป็นวันมหาวิปโยค ทรงเปิดเผยว่ารัฐบาลจอมพลถนอมได้ลาออกแล้ว และทรงแต่งตั้งให้นายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่

๑๕ ต.ค. ๑๖

๑๑.๐๐ -๑๑.๕๐ น.
-นักเรียน นิสิตนักศึกษาจำนวนหนึ่งบุกเข้าไปในกองบัญชาการตำรวจนครบาล มีการปาระเบิดเพลิงหลายลูก ทำให้กองบัญชาการถูกไฟไหม้ และเพลิงได้ลุกลามไปตามชั้นต่างๆ

๒๑.๔๗ น.
- จอมพล ประภาส จารุเสถียร พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร และครอบครัวได้เดินทางออกนอกประเทศ ขณะที่จอมพล ถนอม กิตติขจร เดินทางออกนอกประเทศในวันรุ่งขึ้น คือ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๑๖ เวลา ๒๒.๐๐ น.


ปูมหลัง

จอมพล ถนอม กิตติขจร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ ๑๐ ของประเทศไทยเมื่อวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๐๑ บริหารประเทศได้เพียงเก้าเดือนเศษก็ลาออกจากตำแหน่งเพื่อเปิดทางให้กับจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำการปฏิวัติเมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๐๑ เพื่อขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ ๑๑ ของประเทศ เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองภายในประเทศไม่เรียบร้อย

จอมพลสฤษดิ์อยู่ในตำแหน่งนายกฯนานสี่ปีกว่าจึงถึงแก่อสัญกรรม ถือเป็นนายกรัฐมนตรีคนเดียวของประเทศที่เสียชีวิตในขณะที่อยู่ในตำแหน่ง เมื่อจอมพลสฤษดิ์ถึงแก่อสัญกรรม จอมพลถนอม กิตติขจร ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง

รัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร รับช่วงบริหารประเทศตามรัฐธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๐๒ สืบต่อจากรัฐบาลจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ตั้งแต่ปลายปี ๒๕๐๖ มาจนถึงปี ๒๕๑๑ จึงประกาศใช้รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวร่างโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งร่างมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์เมื่อปี ๒๕๐๒ นับเป็นรัฐธรรมนูญที่ใช้เวลาร่างยาวนานมากและต้องเสียค่าใช้จ่ายในการร่างมากที่สุดยิ่งกว่ารัฐธรรมนูญฉบับใดๆ ที่เคยมีมาในประเทศไทย (จ่ายเป็นเงินเดือนสมาชิกสภาร่างฯ)

เมื่อประกาศใช้รัญธรรมนูญแล้ว จึงกำหนดให้วันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๒ เป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จอมพลถนอม ตั้งพรรค "สหประชาไทย" เพื่อส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. โดยตัวเองรับตำแหน่งหัวหน้าพรรค มีจอมพล ประภาส จารุเสถียร ซึ่งขณะนั้นยังมียศเป็นพลเอกและนาย พจน์ สารสินเป็นรองหัวหน้าพรรค พล.อ.อ.ทวี จุลละทรัพย์ เป็นเลขาธิการพรรค ผลการเลือกตั้งปรากฏว่าพรรคของจอมพลถนอมได้ที่นั่งในสภา ๗๕ ที่นั่ง ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ ๕๐ กว่าที่นั่ง นอกนั้นเป็น ส.ส. สังกัดพรรคเล็กพรรคน้อย และ ส.ส. อิสระที่ไม่สังกัดพรรคการเมืองใด

หลังการเลือกตั้ง จอมพล ถนอม กิตติขจร ได้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง เข้าบริหารประเทศในบรรยากาศ "ประชาธิปไตยครึ่งใบ" ที่นายกรัฐมนตรีไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งอยู่นานสองปีกว่าจึงตัดสินใจปฏิวัติรัฐบาลของตัวเองเมื่อวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๑๔ โดยอ้างเหตุผลถึงภัยจากต่างชาติบางประเทศที่เข้ามาแทรกแซงและยุยงส่งเสริมให้ผู้ก่อการร้ายกำเริบเสิบสานในประเทศ นอกจากนั้นสถานการณ์ภายในประเทศก็เต็มไปด้วยความยุ่งเหยิงนานาประการ ซึ่งคณะปฏิวัติเห็นว่าหากปล่อยให้มีการแก้ไขไปตามวิถีทางของรัฐธรรมนูญแล้ว จะเป็นการล่าช้า จึงตัดสินใจปฏิวัติเพื่อให้สามารถแก้ไขสถานการณ์ของประเทศได้ผลอย่างรวดเร็ว

เมื่อทำการปฏิวัติแล้ว จอมพลถนอมได้จัดตั้งสภาบริหารคณะปฏิวัติขึ้นเพื่อปกครองประเทศ โดยจอมพลถนอมดำรงตำแหน่งเป็นประธานสภาบริหารคณะปฏิวัติ มีผู้อำนวยการสี่ฝ่ายคือ ๑. พล.อ. ประภาส จารุเสถียร เป็นผู้อำนวยการฝ่ายรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของประเทศ ๒.นายพจน์ สารสิน เป็นผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐกิจและการคลัง ๓.พล.อ.อ. ทวี จุลละทรัพย์ เป็นผู้อำนวยการฝ่ายเกษตรและคมนาคม และ พล.ต.อ. ประเสริฐ รุจิรวงศ์ อธิบดีกรมตำรวจขณะนั้น เป็นผู้อำนวยการฝ่ายการศึกษาและสาธารณสุข

ในการปฏิวัติ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๑๔ นี้ พ.อ. ณรงค์ กิตติขจร ลูกชายจอมพลถนอมและเป็นลูกเขยจอมพลประภาส ดำรงตำแหน่งเป็นผู้ช่วยเลขาธิการคณะปฏิวัติ เมื่อการปฏิวัติเสร็จสิ้นลง เขาได้ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการคณะกรรมการตรวจและติดตามผลการปฏิบัติราชการ (กตป.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจมากมายในการตรวจตราการปฏิบัติงานของข้าราชการ

ในช่วงที่คณะปฏิวัติขึ้นบริหารประเทศนั้น ตลอดเวลาได้มีเสียงเรียกร้องจากประชาชนอยู่เสมอ ให้คณะปฏิวัติรีบประกาศใช้รัฐธรรมนูญและจัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศให้ถูกต้องตามขั้นตอน ประจวบกับในปี ๒๕๑๕ เป็นปีที่สถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์ฯ ซึ่งมีพระชน-มายุครบ ๒๐ พรรษาขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมารฯ จึงจำเป็นต้องมีรัฐบาลให้ถูกต้องตามธรรมเนียมนิยม เพราะจะจัดให้มีพระราชพิธีขณะที่ประเทศชาติบ้านเมืองยังอยู่ในระหว่างการปกครองของคณะปฏิวัติไม่ได้ ด้วยเหตุนี้จึงมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญการปกครองแห่งราชอาณาจักรเมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๑๕ ซึ่งมีบทบัญญัติทั้งสิ้น ๒๓ มาตรา รัฐธรรมนูญฉบับนี้กำหนดให้มี "สภานิติบัญญัติแห่งชาติ" เพียงสภาเดียว โดยประกอบด้วยสมาชิกมีสิทธิ์ตั้งกระทู้ถามรัฐบาลได้ แต่ห้ามอภิปรายหรือซักถามเพิ่มเติม ที่สำคัญคือสมาชิกไม่มีอำนาจเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี ส่วนรัฐมนตรีนั้นรัฐธรรมนูญฉบับนี้กำหนดว่าห้ามเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติ

สภานิติบัญญัติแห่งชาติตามรัฐธรรมนูญการปกครองฉบับนี้มีมติเลือก พล.ต. ศิริ สิริโยธิน เป็นประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี

แม้จอมพลถนอมจะเปลี่ยนจากหัวหน้าคณะปฏิวัติมาเป็นหัวหน้ารัฐบาลที่มีประกาศพระบรมราชโองการแต่งตั้งก็ตาม ก็ไม่ได้ช่วยให้วิกฤตการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในขณะนั้นคลายความตึงเครียดลงแต่อย่างใด ในทางการเมืองเกิดความขัดแย้งระหว่างกลุ่มอำนาจต่างๆโดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างกลุ่ม พล.ต.อ.ประเสริฐ รุจิรวงศ์ อธิบดีกรมตำรวจกับกลุ่มของจอมพลถนอมและจอมพลประภาส ซึ่งเหตุการณ์ที่ชี้ให้เห็นความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงก็คือ  กรณีการบุกพังป้อมตำรวจ ซึ่งข่าวลือระบุว่าเป็นการกระทำของคนของ พ.อ. ณรงค์ กิตติขจร นอกจากนั้นยังไม่มีการต่ออายุราชการให้กับจอมพลถนอม

ในทางเศรษฐกิจ สิ่งที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลจอมพลถนอมไม่สามารถ "บำบัดทุกข์บำรุงสุข" ของประชาชนได้ คือการขาดแคลนข้าวสาร จนถึงขนาดประชาชนต้องเข้าแถวรอคิวอย่างยาวเหยียดตั้งแต่เช้าตรู่ เพื่อซื้อข้าวสารปันส่วนที่ทางราชการนำมาจำหน่ายในราคาควบคุมและซื้อได้ไม่เกินคนละ ๑๐ กิโลกรัม มิหนำซ้ำตามมาด้วยการขาดแคลนน้ำตาลทรายอีก

นอกจากนี้ได้เกิดกรณีเฮลิคอปเตอร์ตกที่ทุ่งใหญ่นเรศวร จังหวัดกาญจนบุรี คณะนายทหารและนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่พากันเข้าไปล่าสัตว์ที่ทุ่งใหญ่ฯโดยใช้อาวุธในราชการสงครามทั้งปืน เอ็ม. ๑๖ รถจี๊ป แม้กระทั่งเฮลิคอปเตอร์เป็นอุปกรณ์ในการล่าสัตว์ ความได้แตกขึ้นเมื่อในเที่ยวกลับ เฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่งในสองลำเกิดอุบัติเหตุตกลงกลางทุ่งนาอำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม ซากสัตว์ป่าที่บรรทุกมากระจายเกลื่อนทุ่ง เรื่องจึงเป็นข่าวฉาวโฉ่ขึ้น มีการวิพากษ์วิจารณ์ให้มีการสอบสวนเอาความผิดกับคณะบุคคลดังกล่าว แต่เนื่องจากในระยะนั้นนายพลเนวิน ประธานสภาปฏิวัติของประเทศพม่า เดินทางมาเยือนประเทศไทย จอมพลถนอม นายกฯและจอมพลประภาส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น จึงพูดในทำนองว่าคณะบุคคลดังกล่าวไม่ได้เข้าไปล่าสัตว์ หากแต่เข้าไปราชการลับเพื่อให้การอารักขาแก่นายพลเนวิน

เหตุการณ์ล่าสัตว์ที่ทุ่งใหญ่ฯนี่เอง ที่ทำให้เรื่องราวเลยเถิดออกไปจนถึงการคัดชื่อนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงจำนวนเก้าคนออกจากบัญชีนักศึกษา เหตุเพราะพวกเขาได้รวมกลุ่มกันออกหนังสือของชมรมคนรุ่นใหม่ชื่อ มหาวิทยาลัยที่ยังไม่มีคำตอบ ซึ่งทางมหาวิทยาลัยรามคำแหงตั้งข้อหาพวกเขาว่าตั้งชมรมโดยไม่ได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัย ใช้สถานที่ในมหาวิทยาลัยเป็นที่ชุมนุมเป็นครั้งคราวโดยพละการ เขียนหนังสือก้าวร้าวผู้อื่นด้วยถ้อยคำอันหยาบคาย กล่าวถึงมหาวิทยาลัยรามคำแหงในทางที่ทำให้ผู้อื่นเกลียดชังตำหนินักศึกษาที่ตั้งหน้าเล่าเรียนว่าเป็นคนเห็นแก่ตัว ด้วยเหตุนี้ ดร.ศักดิ์ ผาสุขนิรันดร์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหงขณะนั้นจึงสั่งลบชื่อออก ก็คือข้อความลอยๆสี่บรรทัดในหน้า ๖ ของหนังสือที่ว่า

"สภาสัตว์ป่าแห่งทุ่งใหญ่ฯ
มีมติให้ต่ออายุสัตว์ป่าอีก ๑ ปี
เนื่องจากสถานการณ์ภายในและภายนอก
เป็นที่ไม่น่าไว้วางใจ"

ข้อความลอยๆดังกล่าวนี้เองที่ถือว่า เป็นการถากถางรัฐบาลขณะนั้นต่อกรณีล่าสัตว์ที่ทุ่งใหญ่ฯ และการต่ออายุราชการของจอมพลถนอมในฐานะผู้บัญชาการทหารสุงสุด และจอมพลประภาสในฐานะผู้บัญชาการทหารบกอีกคนละหนึ่งปี โดยที่จอมพลถนอมนั้นเคยได้รับการต่ออายุมาก่อนหน้านั้นครั้งหนึ่งแล้ว

จากกรณีลบชื่อนักศึกษาออกนี่เอง ที่ทำให้นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงรวมตัวประท้วงคำสั่งของ ดร.ศักดิ์ ผาสุขนิรันดร์ อธิการบดี และศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยได้เข้าร่วมสนับสนุนด้วย การประท้วงจึงมีนิสิตนักศึกษาทุกสถาบันประมาณ ๕ หมื่นคนเข้าร่วมขบวนประท้วงที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเมื่อวันที่ ๒๑-๒๒ มิถุนายน ๒๕๑๖ การเรียกร้องในระยะแรก เพียงต้องการให้มหาวิทยาลัยรามคำแหงรับนักศึกษาทั้งเก้าคนเข้าเป็นนักศึกษาดังเดิม และเรียกร้องให้อธิการบดีลาออก แต่ต่อมา ได้มีการเรียกร้องให้รัฐบาลคืนอำนาจการปกครองแก่ประชาชน และเรียกร้องให้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญภายในหกเดือน ผลลงเอยที่ฝ่ายนักศึกษาชนะ โดยนักศึกษาทั้งเก้าคนได้กลับเข้าเรียนตามปกติ ดร. ศักดิ์ ผาสุขนิรันดร์ ลาออกจากตำแหน่งอธิการบดี แต่ข้อเรียกร้องของศูนย์ฯที่ต้องการให้มีรัฐธรรมนูญภายในหกเดือนนั้นไร้ผล

จากเหตุการณ์นี้เองที่ทำให้กลุ่มผู้นำของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาฯ ตลอดจนอาจารย์มหาวิทยาลัยและผู้สนใจ ร่วมกันก่อตั้ง "กลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญ" ขึ้น นำทีมโดยนายธีรยุทธ บุญมี โดยแบ่งระดับของสมาชิกกลุ่มไว้เป็นสองระดับ ระดับที่ ๑ เรียกว่า ผู้ที่เห็นด้วยกับการเรียกร้องรัฐธรรมนูญ ซึ่งขั้นต้นมีอยู่ ๑๐๐ คน ระดับที่ ๒ เป็นกลุ่มปฏิบัติการ ซึ่งมีตัวเขาเองเป็นผู้ประสานงาน และในวันศุกร์ที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๑๖ กลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญได้นัดสื่อมวลชนเพื่อแถลงข่าวเกี่ยวกับวัตถุประสงค์การดำเนินงานของกลุ่ม ว่าต้องการเรียกร้องให้รัฐบาลประกาศใช้รัฐธรรมนูญโดยเร็วที่สุดด้วยสันติวิธี ให้การศึกษาทางการเมืองเกี่ยวกับเรื่องรัฐธรรมนูญตามระบอบประชาธิปไตยแก่ประชาชน และเพื่อกระตุ้นให้ประชาชนเกิดความสำนึกและหวงแหนในสิทธิเสรีภาพของตน โดยจะใช้เวลาติดต่อกันสองเดือนในการรณรงค์ และในระยะแรกจะแจกหนังสือและใบปลิวตามย่านชุมชนต่างๆตลอดเวลาสองวัน

พล.ต.ท. ประจวบ สุนทรางกูร รองอธิบดีกรมตำรวจ ฝ่ายกิจการพิเศษ ได้แถลงว่า "หากการเรียกร้องครั้งนี้ทำให้เกิดการเดินขบวนขึ้น ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการจับกุมทันที เพราะเป็น การผิดกฎหมายคณะปฏิวัติที่ห้ามการชุมนุมทางการเมืองในที่สาธารณะเกินห้าคน"

ในขณะเดียวกัน พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร ได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ว่า "มีอาจารย์มหาวิทยาลัยและนักการเมืองบางคนกำลังดำเนินการให้นักศึกษาเดินขบวนในเร็วๆนี้ และหากมีการเดินขบวนแล้วไม่ผิดกฎหมายอีก ผมก็จะนำทหารมาเดินขบวนบ้าง เพราะทหารก็ไม่อยากจะไปรบเหมือนกัน"