Introduction to Literature

ซูสุกิ โคจิ กับผลงานสยองขวัญภาคสุดท้ายของ "Ring"

จาก คอลัมน์ ข่าวแวดวงวรรณกรรม-นักเขียน-หนังสือ
โดย กองบรรณาธิการสกุลไทย
ใน สกุลไทยรายสัปดาห์
ฉบับที่ 2563 (
2 ธันวาคม 2546)
หน้า 24 - 25.

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลของกระแสวรรณกรรมแปลจากต่างประเทศที่กำลังแพร่หลายในหมู่ผู้อ่าน หรือจะเป็นเนื้อหาอรรถรสชวนตื่นเต้นปนสยองขวัญอ่านแล้วรู้สึกเสียวสันหลังพร้อมๆ กับรู้สึกทึ่งในเหตุผลของผู้เขียนจนพูดไม่ออก วันนี้ นิยายสยองขวัญวิทยาศาสตร์เรื่อง Ring คือวรรณกรรมแปลจากญี่ปุ่นที่ยังคงได้รับการกล่าวขานและถูกถามถึงภาคต่อมากที่สุด

ความสมหวังของแฟนพันธุ์แท้หนังสือเรื่อง Ring เป็นจริงเมื่อลูปและเบิร์ธเดย์ออกปรากฏโฉมในงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ ๘ หลังจากปล่อยให้ภาคแรก(ริง - คำสาปมรณะ ) และภาคสอง (สไปรัล - พันธุ์อาถรรพ์ ) ออกมาแพร่ระบาดตามแผงหนังสือเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา และภาคสามซึ่งเป็นภาคสุดท้ายกับภาคพิเศษของนิยายชุดนี้ก็เรียกได้ว่าขายดิบขายดีไม่แพ้ภาคก่อนๆ

ทั้งที่จะว่าไปแล้ว จุดเริ่มต้นของนิยายสยองขวัญเรื่องนี้ ซูสุกิ โคจิ เพียงแค่นั่งมองแผ่นกระดาษต้นฉบับพร้อมกับคิดว่า เขาสามารถเขียนเรื่องสนุกเรื่องหนึ่งในจบภายใน ๕๐๐ แผ่นได้เท่านั้นเอง !

"ผมเขียนเรื่อง Ring มาเรื่อยๆ จนกระทั่งรู้สึกว่าควรจะมีชื่อเสียงได้แล้ว ก็เลยไปเปิดพจนานุกรมอังกฤษ - ญี่ปุ่น แล้วก็พบคำว่า ring โดดเด่นขึ้นมาทันที เลยเอามาตั้งเป็นชื่อเรื่อง" คำกล่าวของ ซูสุกิ โคจิ เจ้าของผลงานเรื่อง Ring ที่เราได้มีโอกาสพูดคุยกับเขาขณะบินมาเยือนเมืองไทยเมื่อไม่นานมานี้

อดีตนักเรียนคณะอักษรศาสตร์แต่ชื่นชอบวิชาวิทยาศาสตร์ผู้นี้ เริ่มต้นเขียนหนังสือเรื่อง ระคุเอ็น ( สรวงสวรรค์ ) เป็นนิยายเรื่องแรกที่ตีพิมพ์และได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวดนิยายแฟนตาซีในปี ค.ศ. ๑๙๙๐ ผลงานถัดมาคือ ริงกุ ( ริง - คำสาปมรณะ ) เขาเขียนเพียง ๓ เดือนและได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลนักเขียนเรื่องสยองขวัญโดดเด่นของญี่ปุ่น แต่ยอดขายไม่สูงมากนักจนเมื่อภาค ๒ ที่ใช้เวลาเขียน ๓ ปี อย่าง ราเซ็น ( สไปรัล - พันธุ์อาถรรพ์ ) ออกมา ทำให้ยอดขายทั้งสองเล่มพุ่งขึ้นหลักล้าน สร้างปรากฏการณ์การเขียนแบบ "ซูสุกิ ฮอร์เรอร์" และได้รับการสร้างเป็นละครและภาพยนตร์ นอกจากนี้ ยังทำให้เจ้าตัวได้รับรางวัลนักเขียนหน้าใหม่โยชิกาว่า เออิจิ ครั้งที่ ๑๗ อีกด้วย ต่อมาเขาเขียนภาคสุดท้ายเรื่อง ลูป ( ลูปพิศวงโลกเหนือจริง ) ในเวลา ๑ ปีครึ่ง และอีกครึ่งปีกับ เบิร์ธเดย์ ( เบิร์ธเดย์ - ปริศนาของผู้สูญหาย ) ภาคพิเศษของริง

"ความจริงตอนนั้นผมไม่ได้ตั้งใจว่าจะมีตอนต่อเลย จนกระทั่งบรรณาธิการขอให้เขียนต่อก็เลยเขียน อย่างเรื่องราเซ็น ( สไปรัล ) ผมคาดหวังแค่ว่าให้คนที่ไม่ได้อ่านเรื่องริงกุ สามารถอ่านเรื่องนี้ได้ ซึ่งยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ยากประการหนึ่ง และด้วยความที่ภาคสองกับภาคสามไม่ได้เขียนขึ้นมาจากกระดาษขาวเปล่าๆ แบบไม่ได้มีอะไรมาก่อน เพราะมันมีเรื่องริงกุอยู่แล้ว เลยต้องปรับเรื่องให้มีความเชื่อมโยงระหว่างกัน ตรงนี้ก็ไม่ง่ายอีกเช่นกันครับ"

เขาเป็นคนที่มีข้อสงสัยถึงกลไกของธรรมชาติและโลกตั้งแต่เด็ก ๆ ทำให้เขาต้องขวนขวายสะสมความรู้อยู่เสมอ จนเมื่อเป็นนักเขียน ( ซึ่งเจ้าตัวยอมรับว่า ไม่อยากถูกจัดเป็นนักเขียนประเภทใดประเภทหนึ่งเท่านั้น ) เขาจึงใช้เวลาหมดไปกับการอ่านหนังสือมากมายและเตรียมพร้อมอยู่เสมอ อีกทั้งการพบปะพูดคุยถกเถียงกับเพื่อน ๆ จากต่างสาขาวิชาชีพก็ทำให้เขามีความคิดแตกแขนงและต่อยอดมากขึ้นในเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยเหตุนี้ เขาจึงมีข้อมูลทางความคิดของแต่ละเรื่องที่น่าสนใจและไม่ซ้ำซากเมื่อเขียนออกมาเป็นหนังสือ

สำหรับเรื่องลูป หรือในชื่อภาษาไทยว่าลูป - พิศวงโลกเหนือจริง จะเป็นการร่วมค้นหาคำตอบของปริศนาไวรัส ริง ซึ่งได้กลายพันธุ์เป็นไวรัสมะเร็งชนิดใหม่คุกคามมนุษยชาติ ตัวเอกคือคาโอรุ นักศึกษาแพทย์ที่พยายามหาทางกำจัดไวรัสร้ายเพื่อช่วยพ่อของเขาผู้เป็นนักวิจัยในโครงการลึกลับที่ชื่อว่า "ลูป" โดยมีเป้าหมายการเดินทางอยู่ที่กลางทะเลทรายในอเมริกา และกุญแจสำคัญในการไขปริศนานี้ก็คือ ทาคายามะ ริวจิ ( ตัวละครจากเรื่องริงและสไปรัล )

ซูสุกิกล่าวว่า จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา การตัดสินว่าอะไรคือเส้นแบ่งระหว่างความดีและเลวในโลกใบนี้เป็นเรื่องค่อนข้างลำบาก ดังนั้นในเรื่องนี้เขาต้องการสื่อว่า ความพยายามในการรักษาความหลากหลายทางชาติพันธุ์หรือความคิดเป็นสิ่งดี และอะไรที่จะทำลายความหลากหลายเหล่านั้นให้กลายเป็นหนึ่งเดียว นั่นคือสิ่งที่เลวร้ายเปรียบเหมือนเซลล์มะเร็งที่เกิดเหมือน ๆ กันออกมา สังเกตได้จากเหตุการณ์ที่ฮิตเล่อร์สั่งฆ่าชาวยิวเพื่อให้มีชาติพันธุ์เป็นหนึ่งเดียว ทำให้โลกไร้ความหลากหลายและความดีก็จะหมดไป

ส่วนภาคพิเศษอย่าง เบิร์ธเดย์ เรียกได้ว่าเป็นส่วนที่หายไปจากสามภาคแรกซึ่งจะช่วยไขปริศนาอันมืดมน และเปิดเผยซอกมุมเรื่องราวชวนสยองขวัญ ความรักอันอ่อนหวานแต่มืดมัวกับความสัมพันธ์ที่จบลงด้วยการจากลาผ่านเรื่องราวของสามสาวสามเรื่องสั้นอันประกอบด้วย โลงศพกลางฟ้า เรื่องราวการหายตัวไปของทาคาโนะ ไม (ตัวละครจากสไปรัล) หลังจากได้เปิดดูวิดีโอเทปมรณะ จนกระทั่งการกำเนิดเด็กปีศาจนามซะดะโกะ อันน่าสยดสยอง หัวใจซะดะโกะ นำเสนอความรักในอดีตของซะดะโกะ (ตัวละครจากริง) ที่เล่าผ่านมุมมองอันมืดมัวโดยโทยามะ ผู้ชายที่เธอเคยเอ่ยคำรักสมัยยังเป็นนักแสดงฝึกหัดในคณะละครฮิโชแฮปปี้เบิร์ธเดย์ การตามหาความรักกลางทะเลทรายของเรโกะหลังการหายตัวไปของคาโอรุ พร้อมกับการค้นพบความจริงของปริศนาไวรัสริงและตัวตนของทาคายามะ ริวจิ

"ไม่ว่าจะเป็นเรื่องนี้หรือเรื่องไหนก็ตาม ประเด็นที่ผมต้องการสื่อในงานเขียนก็คือ เมื่ออ่านจบแล้วมันจะให้ความหวัง ให้กำลังใจในการดำเนินชีวิตต่อไป เราจะเห็นว่าเรื่องราวแนวสยองขวัญที่ผ่านมาค่อนข้างจบโดยการหักมุมโดยที่ผู้อ่านรู้สึกว่าผีหรือความเลวที่เราได้ฆ่าไปแล้วมันยังอยู่ ทำให้คนเราหมดหวัง หดหู่ ผมจึงอยากให้เรื่องของผมฉีกออกไปจากกรอบเดิมๆ อยากให้เป็นนิยายที่อ่านแล้วเกิดความหวังขึ้นมาในชีวิตอย่างเช่นเรื่องเบิร์ธเดย์ "

แม้จะเขียนนิยายสยองขวัญ มีเรื่องไสยศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ซูสุกิก็ใช้กลวิธีการอธิบายแบบวิทยาศาสตร์ในผลงานแทบทุกเรื่อง เพราะเขาเป็นคนที่เชื่อวิทยาศาสตร์ ความเป็นเหตุเป็นผลและตรรกะมาก ซึ่งเมื่อมาใช้ในเรื่องริง หรือสไปรัล แล้วมันอาจจะเป็นไปไม่ได้ในแง่ความจริง วิทยาศาสตร์ แต่ในทางตรรกะแล้ว ย่อมเกิดขึ้นและเป็นไปได้ นอกจากนี้ สิ่งสำคัญที่สังเกตได้อีกอย่างหนึ่งในงานเขียนของซูสุกินั้น มักจะมีเรื่องราวความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวแทรกด้วยเสมอ ซึ่งเจ้าเปิดเผยว่า อาจเป็นเพราะเขาเป็นคนเลี้ยงดูแลลูกสาวเองขณะที่ภรรยาเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายภายในบ้าน ตรงจุดนั้นจึงเป็นประสบการณ์ที่สะท้อนออกมาในงานเขียนโดยไม่รู้ตัว

"ผมว่าสิ่งใกล้ตัวที่สุดที่คนเราควรจะต้องปกป้องรักษาคือ สัญชาตญาณของมนุษย์ และเราต้องรักษาพื้นที่ที่อาศัยของคนใกล้ตัวหรือคนที่เรารักด้วย เราจำเป็นที่จะต้องรักษาทั้งหมดเพื่อที่จะให้อยู่รอดได้และต้องคิดว่าจะทำอย่างไรที่จะรักษาสิ่งเหล่านั้นให้สมดุลกันให้มากที่สุด"

เชื่อว่า หลายคนคงเคยได้ชมภาพยนตร์หรือละครโทรทัศน์เรื่อง ริง ทั้งของฉบับญี่ปุ่นและฮอลลีวู้ดกันมาบ้างแล้ว เป็นธรรมดาที่จะต้องมีการเปรียบเทียบระหว่างหนังสือกับแผ่นฟิล์มโดยปริยาย สำหรับซูสุกิ โคจิ เจ้าของเรื่องกล่าวว่า เขาได้มีส่วนร่วมในภาพยนตร์เรื่องนี้โดยทำหน้าที่แนะนำ เสนอความคิดเห็นให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องตลอดการถ่ายทำ ดังนั้น เขาจึงรู้สึกพอใจกับผลงานที่ออกมา

"ผมอยากให้หนังออกมาดูสนุก เลยปฏิเสธความเป็นหนังสยองขวัญประเภทเลือดท่วมจอ และใช้วิธีการนำเสนอที่อาจจะดูเข้าใจยากหน่อยเพื่อให้ความแปลกใหม่ที่สนุกกว่าและมีสีสันมากขึ้น"

ก่อนบทสนทนาจะจบลง ซูสุกิ โคจิ ฝากบอกว่า แม้หลายคนอ่านตอนต้นของนิยายแล้วรู้สึกเศร้าสร้อย หดหู่ แต่เมื่ออ่านจบแล้ว จะรู้สึกได้ถึงพลังความหวังใหม่ๆ และก่อให้เกิดกำลังใจในการดำเนินชีวิตต่อไป อย่างเช่นเรื่องที่กำลังจะออกใหม่ชื่อ Seize A Day เรื่องราวการสื่อสารระหว่างพ่อกับลูกขณะล่องเรือยอชท์ข้ามผ่านมหาสมุทรแปซิฟิก หรือ Dark Water นิยายแปลแนวสยองขวัญเล่มใหม่ที่กำลังจะออกมาในช่วงปีหน้า

แฟนๆ เตรียมพบกับความตื่นเต้นระทึกขวัญครั้งใหม่ อีกไม่นานเกินรอ