วิทยานิพนธ์ปี 2526

2526. กาญจนา ประสงค์เงิน. การศึกษาเรื่องสั้นไทยที่เสนอปัญหาสังคมชนบทอีสาน : 2501 - 2505
2526. สุมัณฑนา จันทโรจวงศ์. การศึกษาเปรียบเทียบการใช้ความอ่อนไหวของประสาทความรู้สึก
ในงานเขียนของโกแล็ตและสุวรรณี สุคนธา

2526. อริน พินิจวรารักษ์. การใช้เรื่องรักร่วมเพศในนวนิยายไทย พ.ศ.2516 - พ.ศ.2525


 

2526. กาญจนา ประสงค์เงิน. การศึกษาเรื่องสั้นไทยที่เสนอปัญหาสังคมชนบทอีสาน : 2501 - 2505

บทคัดย่อ

วิทยานิพนธ์นี้มุ่งศึกษาเรื่องสั้นไทยที่เสนอปัญหาสังคมชนบทอีสานในช่วงพ.ศ. 2501 - 2525 ดำเนินการวิจัยตามขั้นตอนดังนี้ คือ
ขั้นแรก ศึกษาวิวัฒนาการเรื่องสั้นไทยที่เสนอปัญหาสังคมชนบทโดยสังเขป ผลการศึกษาพบว่า เรื่องสั้นไทยที่เสนอปัญหาสังคมชนบทเริ่มปรากฏในงานของ ไม้ เมืองเดิม และมนัส จรรยงค์ ส่วนเรื่องสั้นที่เสนอปัญหาสังคมชนบทอีสาน เริ่มปรากฏเด่นชัดในงานเขียนของลาว คำหอม และ รมย์ รติวัน ซึ่งเป็นกลุ่มนักเขียนที่ยึดแนวความคิด "ศิลปะเพื่อชีวิต"

ขั้นที่สอง ศึกษาสภาพและปัญหาสังคมชนบทอีสาน ปัญหาสังคมชนบทอีสานแบ่งได้ 3 ด้าน คือ ปัญหาด้านเศรษฐกิจ ปัญหาด้านความแตกต่างของฐานะทางสังคม และปัญหาด้านค่านิยมและความเชื่อ

ขั้นที่สาม วิเคราะห์เรื่องสั้นไทยที่เสนอปัญหาสังคมชนบทอีสานที่ปรากฏในช่วง พ.ศ. 2501 - 2525 ปรากฏว่าเนื้อเรื่องเกี่ยวกับปัญหาด้านเศรษฐกิจ แบ่งได้เป็นเรื่องสั้นที่เสนอปัญหาสภาพความเป็นอยู่ในท้องถิ่นอีสาน และปัญหาการอพยพเพื่อหนีความอดอยากแห้งแล้ง ตัวละครที่แสดงปัญหานี้ คือ ชาวนา ขอทาน ผู้มีอาชีพรับจ้างและโสเภณี

ส่วนเรื่องสั้นที่มีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับความแตกต่างของฐานะทางสังคมเสนอปัญหาใน 2 ลักษณะ คือ ปัญหาเกี่ยวกับการให้บริการของเจ้าหน้าที่รัฐและผู้มีอิทธิพลซึ่งมีอำนาจทางเศรษฐกิจสูง ตัวละครที่สะท้อนปัญหานี้ คือ ราษฎรกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ผู้ป่วยและเจ้าของไข้กับเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ส่วนปัญหาจากผู้มีอิทธิพลได้แก่ลูกหนี้กับนายทุนเงินกู้ ผู้ขายผลผลิตกับพ่อค้าคนกลาง และลูกจ้างกับนายจ้าง แนวคิดนี้ผู้แต่งต้องการเสนอผลเสียที่เกิดขึ้นกับชาวชนบทอีสาน และชี้สาเหตุว่ามาจากการไม่ปฏิบัติตนตามหน้าที่และบทบาทของเจ้าหน้าที่และผู้มีอิทธิพล

เรื่องสั้นที่มีปัญหาเกี่ยวกับค่านิยมและความเชื่อจะเสนอปัญหาด้านความเชื่อ ความยึดมั่นในสิ่งลึกลับและกฎประเพณีที่ได้รับการปลูกฝังมานานตลอดจนปัญหาค่านิยมที่มีต่อความเจริญซึ่งมากับวัตถุ คนแปลกหน้า วัฒนธรรมใหม่ ๆ และแหล่งงานใหม่ นอกจากนี้ยังมีปัญหาที่มาจากค่านิยมที่มีต่อกรุงเทพฯ มีส่วนทำให้ชาวชนบทอีสานถูกล่อลวง ตัวละครที่ใช้เสนอปัญหานี้แบ่งเป็น 2 ฝ่าย คือ ตัวละครที่ติดอยู่ในค่านิยมและความเชื่อ กับตัวละครที่ไม่ติดอยู่กับค่านิยมและความเชื่อ ผู้แต่งเสนอแนวคิดเพื่อให้เห็นผลเสียของการยึดมั่นในความเชื่ออย่างไม่มีเหตุผลและคลั่งไคล้ ความเจริญที่เข้ามาอย่างรวดเร็วโดยขาดการไตร่ตรองว่าทำให้ชาวชนบทอีสานประสบปัญหาด้านความเป็นอยู่และปรับตัวไม่ทัน

ขั้นสุดท้ายเป็นการศึกษากลวิธีในการเขียนเรื่องสั้นไทยที่เสนอปัญหาสังคมชนบทอีสาน ซึ่งได้แก่ กลวิธีในการสร้างโครงเรื่อง ตัวละคร และกลวิธีในการเล่าเรื่อง ผลการศึกษาพบว่าผู้แต่งใช้กลวิธีข้างต้นเสนอปัญหาสังคมชนบทอีสานได้อย่างเด่นชัด

ผลการวิจัยสรุปได้ว่าปัญหาสังคมชนบทอีสานส่งผลกระทบต่อนักเขียนเรื่องสั้นไทยทั้งในด้านการสร้างเนื้อเรื่อง แนวคิด ตัวละคร และกลวิธีในการเขียน การวิจัยนี้อาจเป็นแนวทางใหม่สำหรับผู้สนใจศึกษางานวรรณกรรมในลักษณะนี้ให้กว้างขวางออกไป คือ อาจศึกษาเกี่ยวกับปัญหาสังคมชนบทอีสานในงานร้อยกรองและนวนิยาย หรืออาจศึกษาปัญหาสังคมเมืองหรือปัญหาสังคมชนบทภาคอื่น ๆ ทั้งในงานวรรณกรรมประเภทเรื่องสั้น นวนิยายหรือร้อยกรอง



2526. สุมัณฑนา จันทโรจวงศ์. การศึกษาเปรียบเทียบการใช้ความอ่อนไหวของประสาทความรู้สึก
ในงานเขียนของโกแล็ตและสุวรรณี สุคนธา

บทคัดย่อ

ความสามารถของโกแล็ตและสุวรรณีซึ่งเป็นที่ยอมรับกันนั้นก็คือความดีเด่นในการบรรยายซึ่งเต็มไปด้วยความละเอียด ความประณีต ให้ภาพที่มีสีสัน มีชีวิตจิตใจและภาษาที่ทั้งสองนำมาใช้ล้วนเป็นภาษาที่ได้รับการคัดเลือกอย่างพิถีพิถัน ให้ทั้งอารมณ์ความรู้สึกและให้ภาพแก่คนอ่านไปพร้อมๆ กันทั้งนี้เพราะโกแล็ตและสุวรรณีเป็นผู้ที่มีประสาทความรู้สึกที่ไวและละเอียดอ่อนมาก ซึ่งเธอได้ใช้คุณสมบัติพิเศษที่มีอยู่ในการบรรยาย ไม่ว่าจะเป็นกล่าวกล่าวถึงธรรมชาติหรืออารมณ์ความรู้สึกก็ตาม คุณสมบัติพิเศษที่คล้ายคลึงกันของนักเขียนทั้งสองคนนี้ ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากความใกล้ชิดธรรมชาติและความเป็นศิลปินก็อาจเป็นไปได้

ดังนั้นในวิทยานิพนธ์ฉบับนี้จะมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์ประวัติชีวิต ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่นำไปสู่การใช้ความอ่อนไหวของประสาทความรู้สึก อันได้แก่จักษุประสาท โสตประสาท ฆานประสาท ชิวหาประสาท กายสัมผัสในงานเขียนของนักเขียนทั้งสอง และเพื่อศึกษาเปรียบเทียบการใช้ความอ่อนไหวของประสาทความรู้สึกในการกล่าวถึงธรรมชาติ และอารมณ์ในงานของนักเขียนทั้งสอง และเพื่อศึกษาเปรียบเทียบการใช้ภาษา ซึ่งนักเขียนทั้งสองพิถีพิถันในการเลือกคำเพื่อแสดงถึงความอ่อนไหวของประสาทความรู้สึก

ผลจากการศึกษาวิจัยพบว่าโกแล็ตและสุวรรณีมีประวัติชีวิตที่คล้ายคลึงกันมากคือ เกิดและเติบโตในชนบทซึ่งแวดล้อมด้วยธรรมชาติ และทั้งสองคนต่างก็ผูกพันกับชนบท ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเธอ จึงทำให้ประสาทความรู้สึกของทั้งสองแยกจากการกล่าวถึงธรรมชาติไม่ได้ แม้แต่ในการกล่าวถึงอารมณ์ก็ยังนำไปสัมพันธ์กับธรรมชาติอยู่เสมอ นอกจากนี้นักเขียนทั้งสองยังได้ใช้ความเป็นศิลปินที่มีอยู่ในการเลือกใช้คำซึ่งให้ภาพและความรู้สึกชัดเจน

 

2526. อริน พินิจวรารักษ์. การใช้เรื่องรักร่วมเพศในนวนิยายไทย พ.ศ.2516 - พ.ศ.2525

บทคัดย่อ

วิทยานิพนธ์นี้มุ่งวิเคราะห์การนำเรื่องรักร่วมเพศมาใช้ในนวนิยายไทยช่วงเวลา พ.ศ.2516 - 2525 โดยศึกษาถึงเรื่องรักร่วมเพศทางทฤษฎีจิตวิทยา ปรากฏการณ์ทางสังคมและลักษณะที่นักเขียนนำไปใช้ในนวนิยาย โดยมีลำดับขั้นตอนการศึกษาดังนี้ คือ
ขั้นแรก เป็นการศึกษาเรื่องรักร่วมเพศทางทฤษฎีจิตวิทยา โดยศึกษาถึงความหมายของคำว่ารักร่วมเพศ ประเภทของคนรักร่วมเพศ ลักษณะทางจิตวิทยา ปัญหาของคนรักร่วมเพศ สาเหตุและการรักษา จากการศึกษาพบว่า ความหมายของคนรักร่วมเพศในทางทฤษฎีบางประเภท เช่น กะเทย มีความแตกต่างจากความหมายที่ใช้ในสังคม และนักประพันธ์ใช้ลักษณะคนรักร่วมเพศในนวนิยายตามความเข้าใจของสังคม

ขั้นที่สอง เป็นการศึกษาถึงพฤติกรรมรักร่วมเพศในสังคม โดยศึกษาถึงความเป็นมาของพฤติกรรมรักร่วมเพศในสังคมตะวันตก และในสังคมไทย พบว่าเรื่องรักร่วมเพศเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาแต่โบราณ อาจกล่าวได้ว่าเกิดขึ้นพร้อมกับมนุษยชาติ การยอมรับหรือการปฏิเสธคนรักร่วมเพศนั้นขึ้นอยู่กับกาลเวลาและความนิยมของสังคมแต่ละสมัย สำหรับสังคมไทยจากหลักฐานเท่าที่ปรากฏ แสดงว่าคนไทยส่วนใหญ่ในอดีตยังไม่ยอมรับ ทำให้คนรักร่วมเพศอับอายในการแสดงความเป็นรักร่วมเพศให้ปรากฏ ตราบจนสมัยต่อมา การเปิดเผยตนจึงมีมากขึ้นด้วยแรงผลักดันประการใหญ่ ๆ 3 ประการคือ เกิดจากพัฒนาการทางวิชาการและวัตถุ เกิดจาก ค่านิยมที่เปลี่ยนแปลง และเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างของครอบครัว การเปิดเผยตนของกลุ่มคนรักร่วมเพศนี้ ส่งผลกระทบถึงวงการนวนิยายไทยในแง่ที่กลายเป็นวัตถุดิบสำหรับนักประพันธ์ใช้ในการสร้างนวนิยาย

ขั้นที่สาม เป็นการศึกษาถึงการใช้เรื่องรักร่วมเพศในวรรณกรรมไทย ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ช่วง คือ หนึ่ง ในยุควรรณกรรมก่อนนวนิยาย สองในนวนิยายก่อน พ.ศ. 2516 และสามในนวนิยายช่วง พ.ศ. 2516 - พ.ศ.2525 จากการศึกษาพบว่าในสองช่วงแรก คือ ในยุคก่อนนวนิยายและในนวนิยายก่อนพ.ศ.2516นั้นมีการนำเรื่องรักร่วมเพศไปใช้ในการประพันธ์น้อยมาก ลักษณะการใช้มีจุดมุ่งหมายอยู่ที่การเสนอความบันเทิงเป็นสำคัญ

ขั้นที่สี่ ผู้วิจัยศึกษาถึงการนำเรื่องรักร่วมเพศมาใช้ในนวนิยายไทยพ.ศ. 2516 - พ.ศ. 2525 อย่างละเอียด พบว่าเรื่องรักร่วมเพศปรากฏในนวนิยายเป็นที่แพร่หลายสามารถแบ่งได้เป็นลักษณะใหญ่ 2 ลักษณะ คือ ลักษณะที่หนึ่ง นำมาใช้เป็นแก่นเรื่องผู้ประพันธ์มุ่งเสนอถึงเรื่องราวของคนรักร่วมเพศโดยตรง โดยเสนอทั้งปัญหาของคนรักร่วมเพศ ผู้เกี่ยวข้องและทัศนคติทางสังคมที่มีต่อคนรักร่วมเพศ ทั้งนี้ผู้ประพันธ์ได้ศึกษาถึงข้อมูลทางจิตวิทยาและใช้ข้อมูลนั้นประกอบในนวนิยายด้วย ลักษณะที่สอง คือการนำมาใช้สร้างเป็นตัวละครในนวนิยายที่มีแก่นเรื่องประเภทอื่น การนำมาใช้สร้างตัวละครนี้พบว่านักประพันธ์ใช้สร้างทั้งตัวละครเอกและตัวละครรอง ในกลุ่มตัวละครรอง ผู้ประพันธ์ได้เสนอเป็น 2 ลักษณะ คือ ลักษณะที่หนึ่งแทรกทัศนคติทางสังคมและแสดงปัญหาของคนรักร่วมเพศแฝงไว้ด้วย ในขณะที่ลักษณะที่สอง ผู้ประพันธ์เพียงนำลักษณะคนรักร่วมเพศมาใช้สร้างเป็นตัวละคร โดยไม่มีจุดมุ่งหมายที่จะเสนอถึงปัญหาของคนเหล่านี้อย่างจริงจัง

การวิจัยนี้ทำให้พบว่า การแพร่หลายของกลุ่มคนรักร่วมเพศมีผลกระทบต่อวงการนวนิยายไทยอย่างมาก อันแสดงให้เห็นถึงการเจริญเติบโตของนวนิยายไทยว่ามีความสอดคล้องกับการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงทางสังคม ซึ่งเรื่องรักร่วมเพศที่ถูกนำมาใช้ในนวนิยายนี้นอกจากจะเพิ่มคุณค่าให้แก่นวนิยายในแง่พัฒนาการด้านเนื้อหาแล้ว ในเรื่องที่ผู้ประพันธ์ตั้งใจศึกษาถึงข้อมูลทางวิชาการ และสอดแทรกความรู้นั้นไว้ในนวนิยาย ยังเป็นการเสริมสร้างเนื้อหาให้มีสาระและความลุ่มลึกมากขึ้น

การนำเรื่องรักร่วมเพศมาใช้ในนวนิยายไทย แม้จะอยู่ในระยะเริ่มต้น แต่ได้สร้างความแปลกใหม่ให้แก่วงการในแง่ตัวละครเอก ซึ่งเคยเป็นชายจริงหญิงแท้ได้เปลี่ยนเป็นคนรักร่วมเพศ ในกาลเวลาเบื้องหน้า แม้ความนิยมในการใช้เรื่องรักร่วมเพศในการสร้างเป็นแก่นเรื่องจะลดน้อยลง แต่สันนิษฐานได้ว่าเรื่องรักร่วมเพศที่จะคงเหลืออยู่ในนวนิยาย คือตัวละครรักร่วมเพศที่อาจปรากฏในบทบาทต่างกันตามความเหมาะสมของเนื้อเรื่อง